กลุ่มเหล็กหนุนยกระดับ มอก. เหล็กเส้น ยกระดับความปลอดภัยประชาชน-มั่นใจคุณภาพวัสดุก่อสร้าง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

กลุ่มเหล็กหนุนยกระดับ มอก. เหล็กเส้น ยกระดับความปลอดภัยประชาชน-มั่นใจคุณภาพวัสดุก่อสร้าง

Date Time: 3 ก.ค. 2569 06:30 น.

Summary

กลุ่มเหล็กหนุน สมอ. ให้เหล็กเส้นงานโครงสร้างผลิตด้วยกรรมวิธี BO และ EF ยกระดับความปลอดภัยของประชาชน เพิ่มความมั่นใจคุณภาพวัสดุก่อสร้าง และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทย

Latest

เมื่อ "ค่าเงิน" กลายเป็นอำนาจใหม่ของโลก กรุงเทพฯ ติดTop 10 เมืองลักชัวรีโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กให้การสนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐาน มอก. 24 เหล็กข้ออ้อย โดยกำหนดให้เหล็กเส้นสำหรับงานโครงสร้างต้องผลิตด้วยกรรมวิธี Basic Oxygen Furnace (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น เนื่องจากเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่รูปแบบการก่อสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น และประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าในอดีต    

อย่างไรก็ตาม จากการสื่อสารและการวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็นที่ผ่านมา อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์หรือกีดกันผู้ประกอบการบางกลุ่ม ทั้งที่สาระสำคัญของการแก้ไข มอก. ครั้งนี้ มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยของสาธารณะเป็นสำคัญ จึงต้องการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและรอบด้าน    

นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นของไทยไม่ได้รับการปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 ทั้งที่เทคโนโลยีการผลิตเหล็กและมาตรฐานการออกแบบโครงสร้างอาคารทั่วโลกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวที่ประเทศไทยประกาศใช้เมื่อปี 2564 ซึ่งกำหนดให้วัสดุโครงสร้างต้องมีคุณสมบัติด้านความเหนียวและความสามารถในการรับแรงกระทำซ้ำ เพื่อรองรับอาคารสูง สะพาน ระบบราง และโครงการโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่    

การปรับปรุงมาตรฐาน มอก. 24 ครั้งนี้ จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยให้เทียบเท่ากับประเทศผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก โดยอ้างอิงมาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่นและจีน ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติทางกลและส่วนประกอบทางเคมีอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งการเพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุดของเหล็กเส้น การยกระดับค่าความต้านแรงดึงของเหล็กเกรดสูง การกำหนดอัตราส่วนครากเพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ตลอดจนการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีที่ละเอียดกว่าเดิม โดยเพิ่มการควบคุมธาตุซิลิคอน และลดปริมาณสิ่งเจือปนอย่างฟอสฟอรัสและกำมะถันให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้เหล็กมีคุณภาพสม่ำเสมอและมีสมรรถนะสูงขึ้น    

นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่ยังเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้มีการทดสอบความล้า (Fatigue Test) ตามมาตรฐาน ISO เพื่อประเมินความสามารถของเหล็กในการรับแรงกระทำซ้ำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับโครงสร้างที่ต้องรองรับแรงสั่นสะเทือนหรือการใช้งานระยะยาว ถือเป็นการเติมเต็มมาตรฐานเหล็กเส้นไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของนานาประเทศ

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. กล่าวว่า การกำหนดให้เหล็กเส้นผลิตจากกรรมวิธี BO และ EF ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นแนวทางที่ประเทศไทยใช้มาแล้วตั้งแต่การประกาศมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นฉบับแรกเมื่อกว่า 50 ปีก่อน โดยมาตรฐานผลิตภัณฑ์วิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในหลายประเทศก็ล้วนกำหนดกระบวนการผลิตควบคู่กับการทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากกระบวนการผลิตที่เหมาะสมสามารถควบคุมองค์ประกอบทางเคมี ลดสิ่งเจือปน และสร้างคุณสมบัติทางกลที่สม่ำเสมอได้ดีกว่า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตเหล็กคุณภาพสูง    

สำหรับกรรมวิธี BO และ EF ยังสามารถรองรับกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก หรือ External Refining ที่ช่วยลดก๊าซและสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็ก ทำให้สามารถควบคุมองค์ประกอบทางเคมีได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการใช้งานในโครงสร้างสำคัญของประเทศ ขณะที่หลายประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกก็ใช้แนวทางเดียวกันในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม    

นายบัณฑูรย์ยังระบุว่าการยกระดับมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพวัสดุก่อสร้าง และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศให้ก้าวทันมาตรฐานสากล มิใช่การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง หากแต่เป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยมีวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพสูง รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ