
BAM และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ลงนาม MOU พัฒนาพื้นที่ NPA 33 ไร่ ใน จ.อำนาจเจริญ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวและแหล่งสร้างรายได้ให้ชุมชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM และหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของ BAM ให้กลายพื้นที่พัฒนาชุมชน” และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร
โดยปรับที่ดิน NPA 33 ไร่ ในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวสะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ให้เป็นพื้นที่ที่ชุมชนจะสามารถเข้าทำประโยชน์ ทั้งการสร้างตลาดกลางบนพื้นที่ หรือ ทำเป็นพื้นที่ฝึกอบรบ ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าชุมชน ตามแนวทางให้คนในพื้นที่ดูแลป่าและอยู่ร่วมกับป่าอย่างมีความสุข รวมทั้งสนับสนุนทุนต่อยอดการสร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตรของชุมชน โดยความร่วมมือนี้มีเวลา 10 ปี (พ.ศ.2569-2578)
.เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นพื้นที่แห่งโอกาส
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง BAM และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ มาจากแนวคิดที่ว่า BAM มีที่ดินในลักษณะนี้ที่ไม่ได้ทำประโยชน์จำนวนหลายแปลง เมื่อยังขายไม่ได้ ผู้บริหาร BAM ก็เห็นร่วมกันว่า น่าจะนำไปทำประโยชน์มากกว่าปล่อยให้รกร้าง ซึ่งโครงการก่อนหน้า คือ การปลูกต้นไม้ ต้นสักในพื้นที่ นอกจากช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวยังได้มูลค่าเพิ่ม เพราะในช่วงที่เราขายพื้นที่ตรงนั้นได้ ขายต้นสักได้ด้วย แต่การร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้เป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า
“ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะรวมพลังการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เนื่องจาก BAM ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม เพื่อสร้างความยั่งยืน หรือ ESG และการทำ CSR in Process ซึ่งไม่ใช่ทำแล้วจบ แต่ครอบคลุมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สอดคล้องกับนโยบาย ความดี 5 ประการของ BAM คือ ดีต่อประเทศ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน”
นางทองอุไร กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวยังเป็นจะเป็นต้นแบบของการ ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ และเกิดคุณค่าร่วมต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นของ BAM ทั่วประเทศ เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน
.ใช้มุมมอง“ทรัพย์แผ่นดิน”ทำประโยชน์ชุมชน
ด้านนายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวเพิ่มเติมว่า BAM มีวิสัยทัศน์ที่อยากเป็นผู้สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน Value Creator อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อว่าการบริหารทรัพย์ ต้องให้ผลตอบแทนทางธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยพื้นที่ NPA 33 ไร่นี้ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 31 ไร่ จะได้รับการฟื้นฟูตามแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด 3,600 ต้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างพื้นที่สีเขียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) ซึ่งคาดว่าจะกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ส่วนอีก 2 ไร่ จะใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจสังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาทักษะอาชีพให้กับคนในพื้นที่กว่า 13 หมู่บ้าน อาทิ ตลาดสินค้าเกษตรและพื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก และการดูแลรักษาพื้นที่ในระยะยาว โดยรูปแบบจะดำเนินการบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
“การขายพื้นที่ NPA แปลงนี้มูลค่าประมาณ 7 ล้านกว่า ๆ ไม่ได้ให้ BAM รวยขึ้นหรือจนลงมากนัก แต่หากเรามองเป็นว่า พื้นที่เหล่านี้เป็น “ทรัพย์แผ่นดิน” สามารถบริหารสินทรัพย์ที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้ ในขณะที่พื้นที่ที่เป็นของเราก็มีมูลค่ามากขึ้นด้วย ย่อมเป็นสิ่งที่ีกว่า และจะช่วยในการบริหารจัดการทรัพย์สินของเราในอนาคต เพราะแต่ละปี BAM ซื้อสินทรัพย์มาบริหารมากกว่า 30,000 ล้านบาท โดยสำหรับในปี 2569 นี้ ผลการดำเนินการในครึ่งปีแรกถือว่าน่าพอใจ และคาดว่าทั้งปีจะสามารถทำกำไรสุทธิแตะระดับ 2,000 ล้านบาทได้ตามเป้าหมาย”
นายรักษ์ กล่าวต่อว่า การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว วางรากฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในอนาคต โดย BAM มีเป้าหมายต่อยอดสู่การพัฒนาสินทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Asset Portfolio) ในวงกว้าง และอีกความสำคัญของโครงการ คือการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศผืนป่าดงใหญ่และสวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติ ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียว เสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน และตลาดขายคาร์บอนเครดิตประเทศในระยะยาว
.ต้นแบบเพิ่มฟื้นที่ป่า-เพิ่มมูลค่าปากท้องชุมชน
ขณะที่หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิแม้ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 40 ปี มุ่งเน้นการทำงานด้านการฟื้นฟูผืนป่าควบคู่กับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ได้ขยายการดำเนินงาน นำความรู้เรื่องการฟื้นฟูดูแลป่าดอยตุงไปสู่ป่าชุมชนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตำบลสร้างถ่อน้อยแห่งนี้ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนกว่า 12,000 ไร่ได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และยังมีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น พื้นฐานการประกอบอาชีพที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก
สำหรับแนวทางการดำเนินงานโครงการนี้ จะพัฒนาพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกไม้เศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเลียนแบบธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานในอนาคต
“สิ่งสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียว แต่คือการปลูกคนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นภารกิจที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำมาโดยตลอด ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ควบคู่กันไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและยั่งยืน แต่แน่นอนว่า คนจะสามารถดูแลป่าได้ จะต้องดูแลปากท้องของตัวเองได้ก่อน ดังนั้น จึงต้องช่วยให้คนในพื้นที่มีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศในการทำโครงการในพื้นที่ของเอกชน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก และเชื่อว่าจากโครงการนี้สามารถต่อยอดสู่การนำร่องสู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่อื่นๆ และภาคเอกชนอื่นต่อไปในอนาคต”