คนไทยเป็น “Pet Parent” จ่ายหนักเพื่อสัตว์เลี้ยง ธุรกิจหมา-แมว โตแสนล้าน ทนทานเศรษฐกิจถดถอย

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

คนไทยเป็น “Pet Parent” จ่ายหนักเพื่อสัตว์เลี้ยง ธุรกิจหมา-แมว โตแสนล้าน ทนทานเศรษฐกิจถดถอย

Date Time: 1 ก.ค. 2569 11:49 น.

Video

แก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริงไหม? เจาะลึกเงินกู้ 4 แสนล้าน กับ กรณ์ - ศิริกัญญา | Money Issue EP.61

Summary

ในวันที่คนเหงาขึ้น มีลูกน้อยลง เงินก้อนที่เคยเก็บไว้เพื่ออนาคต กลับไหลไปอยู่ในชามข้าวของน้องหมาน้องแมวแทน สำรวจตัวเลขเบื้องหลัง "Pet Parent Economy" ที่ทนแม้เศรษฐกิจถดถอย

Latest


เศรษฐกิจแย่แค่ไหน ก๋วยเตี๋ยวแพงแค่ไหน แต่ถ้าเดินเข้าไปในร้านขายอาหารสัตว์ จะเห็นว่าคนไทยยัง "เปย์" ให้เพื่อนสี่ขาแบบไม่คิดมาก และนี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่คิดเอาเอง แต่มีตัวเลขเศรษฐกิจรองรับ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ttb analytics ประเมินว่าในปี 2569 นี้ ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาท และที่น่าสนใจคือ เจ้าของที่เลี้ยงสัตว์แบบ "ลูก" ยอมจ่ายเฉลี่ยปีละ 41,100 บาทต่อตัว มากกว่าคนที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระถึง 5 เท่า (เลี้ยงแบบปล่อย จ่ายแค่ราว 7,745 บาท/ปี) 

ฟากธนาคารไทยพาณิชย์ อ้างอิงข้อมูล CMMU ก็ฉายภาพเดียวกัน ว่า ตลาดนี้โตเฉลี่ยปีละ 13.2% จาก 33,000 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 92,000 ล้านบาทในปี 2568 และจะทะลุ 1.01 แสนล้านบาทในปีนี้ เฉลี่ยแล้วคนไทยทุ่มเงินดูแลสัตว์เลี้ยงสูงถึง 50,500 บาทต่อตัวต่อปี

ทำไมถึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือคนไทยจำนวนมากไม่ได้เลี้ยงสัตว์เพื่อความสนุกอีกต่อไป แต่เลี้ยงเพื่อ "ทดแทน" สิ่งที่ชีวิตยุคนี้ให้ไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก The 1 Insight ที่ระบุว่า 65% ของคนเลี้ยงสัตว์มองสัตว์เลี้ยงเป็นลูกหรือสมาชิกครอบครัว อีก 33% เลี้ยงเพื่อคลายเหงา สวนทางกับอัตราเด็กเกิดใหม่ของไทยที่ต่ำลงทุกปี โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองที่คนอยู่คนเดียวเยอะขึ้นเรื่อยๆ ค่าเลี้ยงลูกที่แพงขึ้นทุกปีถูกเปลี่ยนทิศไปเป็นค่าเลี้ยงหมาแมวแทน

ตัวเลขที่ตอกย้ำเรื่องนี้ชัดที่สุดคือปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 4.1 แสนคน ต่ำที่สุดในรอบ 76 ปี สวนทางกับจำนวนสัตว์เลี้ยงมีเจ้าของที่โตขึ้น 6% แตะ 5.38 ล้านตัวในปีเดียวกัน

นี่คือปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเรียกว่า "Treatonomics" การยอมทุ่มเงินก้อนเล็กๆ เพื่อซื้อความสุขและเยียวยาใจ ในวันที่เป้าหมายใหญ่ของชีวิตอย่างบ้าน ครอบครัว หรือการเลื่อนตำแหน่ง ดูไกลเกินเอื้อม นักวิเคราะห์จาก Kantar ยังเปรียบว่านี่คือ Lipstick Effect เวอร์ชันใส่สเตียรอยด์ คนยอมตัดค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ตัดงบวันเกิดให้น้องหมาน้องแมว เพราะพอกลับถึงบ้าน ต่อให้วันนี้งานหนักแค่ไหน ก็ยังมีเพื่อนสี่ขารอฮีลใจอยู่เสมอ

ที่น่าจับตาคือ "แมว" กำลังแซงหน้า "หมา" ในสมรภูมินี้ ยอดขายสินค้าสำหรับแมวคิดเป็น 63% ของยอดขายสินค้าสัตว์เลี้ยงทั้งหมด และตลาดคนเลี้ยงแมวในปี 2568 โตถึง 32.1% ต่อปี แซงหน้าตลาดคนเลี้ยงหมาไปแล้ว จนเกิดระบบนิเวศใหม่รอบตัวแมว ตั้งแต่พี่เลี้ยงแมวมืออาชีพ โรงแรมแมวแบบเปิดไร้กรง ไปจนถึงห้องน้ำแมวอัตโนมัติและน้ำพุอัจฉริยะ ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ก็โตแรงไม่แพ้กัน คาดแตะ 8,450 ล้านบาทในปี 2568 โต 17% จากปีก่อน

สำหรับสาย Gen Z เรื่องนี้ยิ่งชัด เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายกับสัตว์เลี้ยงโตเร็วที่สุดในทุกเจเนอเรชัน สูงถึง 46% สะท้อนว่ายิ่งไม่มีภาระผูกพันแบบครอบครัวดั้งเดิม เงินก็ยิ่งไหลไปทางนี้เต็มที่

มองในมุมนักลงทุน บทวิเคราะห์จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่านี่คือเทรนด์ที่ "ทนเศรษฐกิจถดถอย" ได้จริง เพราะเป็นรายจ่ายที่คนยอมตัดทุกอย่างก่อน ยกเว้นค่าเลี้ยงสัตว์ และถ้าดูให้ลึกลงไปที่ตัวรายจ่ายจริงๆ จะเห็นว่ากระเป๋าเงินของ Pet Parent ไหลไปทางไหนบ้าง

อาหาร คือ ด่านแรกที่คนยอมจ่ายแพงขึ้นแบบไม่ลังเล จากอาหารเม็ดธรรมดาขยับไปเป็นอาหารสดปรุงเอง (Fresh & Raw Food) ที่โตเฉลี่ยปีละ 40% บางแบรนด์ตั้งราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 1,500-3,500 บาท หรือให้สัตวแพทย์ปรับสูตรเฉพาะตัว คิดค่าบริการ 2,000-5,000 บาทต่อเดือนต่อตัว

ฝั่งการรักษาพยาบาลก็เปลี่ยนจาก "คลินิกทั่วไป" ไปสู่ "การรักษาเฉพาะทาง" ตลาดคลินิกสัตว์ไทยมีมูลค่ารวมราว 9,000 ล้านบาท และบริการที่กำลังมาแรงคือทันตกรรมสัตว์ คลินิกเฉพาะแมว ไปจนถึงศูนย์กายภาพบำบัดสัตว์สูงวัย โดยกลุ่มรักษามะเร็งและโรคผิวหนังในสัตว์เลี้ยงโตสูงถึง 20% ต่อปี โรงพยาบาลสัตว์รายใหญ่บางแห่งอย่างทองหล่อ มีรายได้รวมทะลุ 1,313 ล้านบาทในปี 2567

ส่วนธุรกิจที่น่าจับตาที่สุดในสายตานักลงทุน อาจไม่ใช่ตัวที่โตแรงที่สุด แต่คือตัวที่ยัง "โตไม่ทัน" ความต้องการ นั่นคือ ประกันภัยสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันตลาดนี้ในไทยมีมูลค่าต่ำกว่า 200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.2% ของตลาดสัตว์เลี้ยงทั้งหมด เล็กมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทั้งที่ความต้องการมีจริง เพราะสัตว์เลี้ยงเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุได้ไม่ต่างจากคน แต่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลพื้นฐานเหมือนคน ทำให้ค่ารักษาต่อครั้งที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนสูงลิ่ว 

กรมธรรม์ที่ขายอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่ครอบคลุมค่ารักษาจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย ความรับผิดต่อบุคคลที่สามหากสัตว์เลี้ยงไปทำความเสียหายให้ผู้อื่น รวมถึงค่าทำศพ ttb analytics คาดว่าตลาดนี้จะโตเฉลี่ยปีละ 15-20% แม้ตอนนี้ยังเล็ก เพราะแผนความคุ้มครองยังไม่ตอบโจทย์และข้อมูลพื้นฐานสัตว์เลี้ยงในระบบยังไม่สมบูรณ์พอให้บริษัทประกันตั้งเบี้ยได้แม่นยำ นี่จึงเป็นช่องว่างตลาดที่รอผู้เล่นรายใหม่เข้ามาปลดล็อก

นอกจากนี้ยังมีอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกระดับโลก และอสังหาริมทรัพย์แนวคอนโดที่เริ่มออกแบบพื้นที่รับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เป็นอีกสองธุรกิจที่ได้อานิสงส์เต็มๆ จากคลื่น Pet Parent ลูกนี้

สรุปง่ายๆ ในวันที่คนไทยเหงาขึ้น มีลูกน้อยลง แต่ยังอยากมีใครสักคน (หรือสักตัว) รอที่บ้าน เงินก้อนนี้จะไม่หายไปไหน มีแต่จะโตขึ้นเรื่อยๆ


ที่มา : ttb analytics, ธนาคารไทยพาณิชย์ ,CMMU, The 1 Insight x CRC VoiceShare, Kasikorn Research, Kantar, Bnomics ธนาคารกรุงเทพ 




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ