
ประเทศไทยหลุดกับดัก “ประเทศรายได้ต่ำ” สู่ “ประเทศรายได้ปานกลาง” เมื่อปี 2530 วันเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงย่ำอยู่ที่เดิมเป็น “ประเทศรายได้ปานกลาง”
ประเทศไทย มี 77 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีรายได้ต่อคนต่อปีสูงสุด คือ ระยอง 956,135 บาท ส่วนจังหวัดที่มีรายได้ต่อคนต่ำสุด คือ นราธิวาส 66,785 บาท อ้างอิงข้อมูลปี 2567 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
ประเทศไทยหลุดกับดัก “ประเทศรายได้ต่ำ” สู่ “ประเทศรายได้ปานกลาง” เมื่อปี 2530 วันเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงย่ำอยู่ที่เดิมเป็น “ประเทศรายได้ปานกลาง”
ประเทศไทย มี 77 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีรายได้ต่อคนต่อปีสูงสุด คือ ระยอง 956,135 บาท ส่วนจังหวัดที่มีรายได้ต่อคนต่ำสุด คือ นราธิวาส 66,785 บาท อ้างอิงข้อมูลปี 2567 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
และประเทศไทย มี 23 ล้านครัวเรือน มีประชากรคนไทย 65-66 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี กว่า 13.20 ล้านคน อ้างอิงจากการเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท
ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการทบทวนจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ปี 2569 โดยผลจากการลงทะเบียนยืนยันตัวตน และการลงพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พบว่า
จำนวนกลุ่มเปราะบาง กลุ่มตกหล่น ไม่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรายได้ต่ำ รวมกันกว่า 19.14 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังจะคัดกรองคุณสมบัติตามเงื่อนไขให้แล้วเสร็จเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประกาศรายชื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 นี้
ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าคนไทยยังมีรายได้ต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมขุนพลเศรษฐกิจคู่ใจ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้จัดทำแผนยุทธ ศาสตร์การขับเคลื่อน เศรษฐกิจประเทศไทย ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กรอ.)
และได้ร่วมประกาศเป้าหมายให้ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก ในปี 2573 จากปี 2569 อยู่อันดับ 26 ของโลก จัดอันดับโดย International Institute for Management Development (IMD) สถาบันการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งผลการจัดอันดับขีดความสามารถของประเทศไทยดีขึ้นเป็นลำดับ
นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 โดยรายได้ต่อคนอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือ 480,000 บาทต่อปี (อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อดอลลาร์) จากปัจจุบัน 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือ 256,000-288,000 บาทต่อปี
การจะไปถึงเป้าหมายประเทศรายได้สูง หลุดกับดักความยากจน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยาก...หากทุกฝ่ายตั้งใจจริง ซื่อสัตย์ ซื่อตรง โปร่งใส ไร้ทุจริต....ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างตรงไปตรงมา ตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ เชื่อว่าฝันไม่ไกลเกินเอื้อม...
สำหรับยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ที่จะพาไปสู่ประเทศรายได้สูง พ้นกับดักความยากจนได้ เริ่มจากการลงทุนพัฒนาต่อยอด สร้างระบบนิเวศ หรือ Eco System ของระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านการรวมพลังของ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ 1.เกษตรและแปรรูปอาหาร ใช้จุดเด่นความมั่นคงทางอาหารของไทยมายกระดับตอบโจทย์ความต้องการของโลก
2.ยานยนต์แห่งอนาคต ต่อยอดจากการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แบบสันดาป เป็นยานยนต์สมัยใหม่ 3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) 4.การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ ยกระดับการบริการสุขภาพแบบครบวงจร 5.การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเชิงสุขภาพ ต่อยอดจากศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว
6.ค้าปลีกและการค้า ใช้จุดแข็งภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เชื่อมต่อการค้าการขายทั่วโลก และ 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำความคิดสร้างสรรค์ ไอเดีย และจินตนาการใหม่ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Up-skill) เรียนรู้ทักษะใหม่ (Re-skill) เพิ่มรายได้
สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างผู้ประกอบการในประเทศไทย 273,000 ราย คิดเป็น 53% ของนิติบุคคลทั้งหมด สร้างการจ้างงาน 11.90 ล้านคน คิดเป็น 61% ของการจ้างงานจากธุรกิจทั้งระบบ และสร้างรายได้ 39 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของรายได้รวมทุกธุรกิจ
นอกจากนี้ยังต้องเร่งเครื่อง 4 Pillars ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ประกอบด้วย 1.การลงทุนใหม่ ด้วยการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ได้ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายใน 4 ปี จากปัจจุบัน อยู่ที่ 22% เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2.การค้าและบริการ ที่ต้องยกระดับประเทศไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้า การท่องเที่ยว 3.ทุนมนุษย์ ด้วยการยกระดับทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ และสร้างความรู้เท่าทัน AI รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และ 4.เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ถือเป็นหัวใจสำคัญ ผ่าน Thailand FastPass ลดขั้นตอนการอนุมัติ ออกใบอนุญาต ใช้เวลาสั้นที่สุด พร้อมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อ
จัดจ้าง เพื่อให้งบประมาณภาครัฐหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น.
ดวงพร อุดมทิพย์
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม