
เจาะลึกเบื้องหลังนโยบายลดค่าไฟ 3 บาทของกระทรวงพลังงาน หลังแผนปรับโครงสร้างใหญ่สะดุด ส่องแผน 2 รื้อต้นทุนไฟสาธารณะ และแนวคิดดึงกำไร กฟผ. พยุงค่าครองชีพประชาชน
ทุกครั้งที่ “วิกฤติพลังงาน” ปะทะเข้าใส่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น ต้นตอหลักของสารพัดปัญหาค่าครองชีพ ปากท้องประชาชน และต้นทุนที่เพิ่มของภาคเอกชน
นอกจากแรงผลักจากประชาชนให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินจะรับแล้ว อัตราค่าไฟยังเป็นประเด็นสำคัญต่อคะแนนนิยม เป็นตัววัดสมรรถนะของรัฐบาล เพราะ “ไฟฟ้า” คือเส้นเลือดหลักในการดำรงชีวิต
“ค่าไฟ” จึงถูกเชื่อมโยงให้เป็นเรื่อง “การเมือง” มากที่สุดเรื่องหนึ่ง เลือกตั้งแทบทุกครั้ง “นโยบายค่าไฟฟ้า” จะถูกนำมาเป็น “นโยบายเรือธง” เรียกคะแนนนิยม จนทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ควรเป็นเรื่องของต้นทุนเชื้อเพลิง การลงทุน และความมีเสถียรภาพของพลังงาน ถูกดึงเข้าไปอยู่ใน “เกมการเมือง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ภาระหลัก “ลดค่าไฟ” ตกเป็นหน้าที่ของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
แต่หลังปฏิบัติหน้าที่มากว่า 3 เดือน ล่าสุดค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ยังคงอยู่ที่อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่สามารถลดลงตามที่เคยหาเสียงไว้ ค่าไฟฟ้าต้องมีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ก่อนหน้านี้ “เอกนัฏ” เคยประกาศนโยบายคิดค่าไฟแพงกว่าสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานต่อเดือนสูง แต่ในที่สุดก็ต้องเหยียบเบรก หาวิธีใหม่ หันมารื้อต้นทุนแฝงที่อยู่ในบิลค่าไฟ เพราะมีหลายต้นทุนที่ไม่สมควรผลักให้เป็นภาระประชาชน
ในความยุ่งเหยิงนี้ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ชวนมา “หาคำตอบ” แนวทางลดค่าไฟฟ้าของรัฐบาลว่าเดินมาถูกทางหรือไม่และเมื่อไรจะเห็นผล
ช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้กระทรวง พลังงานดำเนินการปรับโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ทั้งระบบ มีเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน
ประเด็นสำคัญของแผนคือการจัดระเบียบค่าไฟใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น เหมาะสมกับจำนวนการใช้ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนฐานะของผู้ใช้งานมากที่สุด ใช้วิธีถัวเฉลี่ยค่าไฟจากคนที่ใช้จำนวนมาก มาอุดหนุนคนที่ใช้ไฟน้อย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จึงแบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ที่มีจำนวน 15.4 ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่ใหญ่ที่สุด โดยกลุ่มนี้มีแนวทางให้จ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพได้โดยตรง และเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟใหม่ไปเต็มๆ
ขณะที่กลุ่มที่ 2 ผู้ใช้ไฟระดับกลาง กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วย แต่ไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน กลุ่มนี้แยกการจ่ายค่าไฟออกเป็น 2 ส่วน โดยยังคงได้รับสิทธิใน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย แต่สำหรับหน่วยที่เกิน 200 หน่วย ไปถึงไม่เกิน 400 หน่วย จะถูกคิดในอัตราปกติ ที่อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย กลุ่มนี้มีจำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน จัดอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ปนๆกัน
สำหรับกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ 3 ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ต้องรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้น โดยอัตราจะขยับจาก 4.50 บาทต่อหน่วยไปเป็นมากกว่า 5 บาทต่อหน่วย มีจำนวนผู้ใช้ไฟรวม 3.2 ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่มที่เสียประโยชน์ที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กลุ่มบิ๊กใช้ไฟมากได้แสดงแสนยานุภาพถล่มรัฐบาล ยืนยันการปรับระเบียบใหม่ ไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าไฟฟ้าอย่างแท้จริง ทำให้นายเอกนัฏต้องประกาศถอยสุดซอย ยกแนวคิดนี้ขึ้นหิ้งเอาไว้ก่อน กกพ.จึงยังไม่สามารถประกาศใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่ในงวดประจำเดือน พ.ค.–ส.ค.2569 ได้ ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มจึงต้องรับภาระจ่ายค่าไฟในอัตรา 3.95 บาทต่อไปอีกงวดหนึ่ง
เมื่อแนวคิดนำภาระค่าไฟบางส่วนไปเฉลี่ยกับผู้ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไปไม่ประสบผลสำเร็จ นายเอกนัฏจึงต้องกลับมาทบทวนแนวทางใหม่ โดยยืนยันว่าเป้าหมายลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกจะยังคงเดินหน้าต่อไป
โดยครั้งนี้จะเข้าไปแก้ไขต้นทุนเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าแทน ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 1.การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) 2.การลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภาครัฐ 3.การทบทวนภาระค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment : AP) ของโรงไฟฟ้า และการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าบางประเภทที่มีประสิทธิภาพต่ำ
นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอที่ประชุม กพช. กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและกำลังขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะกำหนดโครงสร้างค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่สร้างภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
“ผมกำลังแก้ปัญหาไฟข้างทางที่แอบนำไปซ่อนหลบตาประชาชนไว้ในบิลค่าไฟ และอีกประเด็นคืออัตราการรับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้า ตลอดจนอัตราที่ขายไฟให้กับเอกชน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่ควรคิดในราคาที่ถูกกว่ากลุ่มอื่น หากจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ จะสามารถลดค่าไฟได้อย่างแน่นอน หั่นค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลืออัตรา 3 บาทต่อหน่วย โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าไฟผู้ใช้เกิน 400 หน่วย”
การยกปัญหา “ค่าไฟทางหลวง” ขึ้นมาเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องเร่งจัดการแก้ไขมากที่สุด เพราะ รมว.พลังงานมองว่าที่ผ่านมามีการผลักภาระส่วนนี้ไปให้ประชาชน โดยนำไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของทุกประเภทและตีเป็นความสูญเสียในระบบ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง
“ไฟทางหลวง ทางหลวงชนบท ต้องแยกบัญชีให้ชัดว่าตกลงเอาไปใช้เท่าไหร่ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานนับ 10 ปี ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทต่อปี”
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กระทรวงคมนาคมได้ออกมาชี้แจงประเด็นค่าไฟฟ้าสาธารณะสำหรับระบบไฟส่องสว่างบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ที่ถูกยกขึ้นมาว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2530 โดยในอดีตกรมทางหลวงเคยขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อชำระค่าไฟฟ้าส่องสว่าง เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ทำให้สำนักงบประมาณตั้งข้อสังเกตว่ามีสายไฟฟ้าจำนวนมากพาดผ่านเสาไฟฟ้าที่เป็นทรัพย์สินของกรมทางหลวง จึงเกิดคำถามว่าหน่วยงานด้านคมนาคมเคยเรียกเก็บค่าเช่าการใช้ทรัพย์สินดังกล่าวจากการไฟฟ้าหรือไม่
การไฟฟ้าจึงได้กำหนดแนวทางยกเว้น การเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับไฟสาธารณะของกรมทางหลวง เนื่องจากเป็นบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะเดียวกันกรมทางหลวงก็ไม่ได้เรียกเก็บค่าเช่าการใช้เสาไฟฟ้า หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจากการไฟฟ้าเช่นกัน ถือว่าต่างฝ่ายต่างสนับสนุน ภารกิจเพื่อประชาชน
ระบบการจัดเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะในปัจจุบันมีที่มาจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ปี 2530 ที่กำหนดให้การไฟฟ้า ยกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า สาธารณะจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่หน่วยงานภาครัฐเหล่านั้น จะไม่เรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่ในการติดตั้งเสาไฟฟ้าและพาดสายส่งกระแสไฟฟ้า
ยังมีคำอธิบายอีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะยังมีไม่มากนัก แต่เมื่อเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการสร้างถนนและติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน คิดเป็น 4 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วยเมื่อ 10 ปีก่อน ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 7–8 สต.ต่อหน่วยในปี 2562–2563 และล่าสุดพุ่งสูงขึ้นเป็น 10 สต.ต่อหน่วย หรือคิดเป็น 15,000–20,000 ล้านบาทต่อปี
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงพลังงานกำลังจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะ ที่ถูกนำไปรวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องร่วมรับภาระ โดยเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาไฟฟ้าให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
แนวทางบริหารจัดการแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะสั้น (มาตรการเร่งด่วน) จะแยกบัญชีต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้นำต้นทุนส่วนนี้ไปมัดรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐานอีกต่อไป และในระยะยาว (มาตรการยั่งยืน) จะหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานเกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณมารองรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยยึดหลักเกณฑ์ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง สอดคล้องกับปัจจุบันที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างมีรายได้และระบบงบประมาณเป็นของตนเองแล้ว แตกต่างจากในอดีต
ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า โดยการชดเชยค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก แนวทางใหม่ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คือนำรายได้หรือกำไรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในส่วนที่ไม่กระทบแผนการลงทุนมาสำรองจ่ายช่วยเหลือไปก่อน ซึ่งจะเป็นเงินคนละส่วนกับการรับภาระค่าเชื้อเพลิง (AF) ที่ กฟผ.แบกรับอยู่เดิม
แนวทางรีดกำไรของ กฟผ.มาจุนเจือค่าไฟกลุ่มใช้งานต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือนเป็นความพยายามของ รมว.พลังงานที่ต้องทำตามที่เคยเอ่ยวาจาไว้ หันหาใครก็หนีไม่พ้น กฟผ. เพราะแนวทางการขึ้นค่าไฟกลุ่มคนรวยใช้ไฟมากเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ล่มปากอ่าวไปเสียแล้ว
เหมือนกับการรีดกำไรจากโรงกลั่นน้ำมันในสังกัดบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เกือบแสนล้านบาท มาพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังตามหาตัว “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันไม่ได้แม้สักรายเดียว
เข้าไปดูฐานะการเงิน กฟผ. ปี 2567 พบว่ามีผลกำไร 49,611 ล้านบาท ปี 2568 มีผลกำไร 42,316 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าว กฟผ.นำส่งเงินเข้ารัฐเป็นรายได้ของแผ่นดิน 21,335 ล้านบาทในปี 2567 และ 20,064 ล้านบาทในปี 2568
ส่วนที่เหลือจากการนำเงินส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน จะถูกนำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งต้องลงทุนและปรับปรุงเป็นประจำทุกปี นอกจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นๆในงบดุลของ กฟผ.ยังมีภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่รัฐบาลติดค้างอีกจำนวน 35,928 ล้านบาท จากกรณีช่วยรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น แทนรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าแนวคิดนี้จะเดินหน้าได้อย่างสะดวกโยธิน โดยเฉพาะแรงต้านจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) ซึ่งน่าจะไม่ยินยอมให้กำไรของ กฟผ.ถูกรีดออกไปอีก แถมยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ไปล้วงกำไรการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยบ้าง จะได้เท่าเทียมกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานประเมินแนวนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลว่า ในเรื่องมาตรการค่าไฟ 200 หน่วยแรก กรณีนี้แม้จะมีการปรับเปลี่ยนการเก็บค่าไฟฟ้าในบางจุด แต่ไม่ใช่การลดต้นทุนพลังงานโดยรวม หรือการจัดระเบียบค่าไฟฟ้าใหม่ แนวทางนี้จึงห่างไกลจากการปรับโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม
ตั้งแต่การ “ย้ายภาระค่าไฟฟ้า” ไปให้ กฟผ. คำถามคือจะทำได้นานเท่าไร เพราะ กฟผ.คงไม่สามารถแบกรับภาระได้ตลอดไป เช่นเดียวกับนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder ที่ให้ราคาสูงถึง 4–5 บาทต่อหน่วย โดยช่วงแรกหวังว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดพลังงานสะอาด แต่ปัจจุบันกลายเป็นนโยบายที่ทำให้ต้นทุนสูง กลายเป็นภาระสะท้อนอยู่ในค่าไฟของประชาชน
ส่วนการเข็นมาตรการฝ่าวิกฤติค่าไฟแพง อย่างการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่จะเปิดให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟส่วนเกินให้รัฐในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ไฟมาเป็นผู้ผลิตไฟ หวังว่าจะนำไปสู่ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนั้น วิธีดังกล่าวไม่ใช่ทุกคนจะร่วมโครงการได้ เพราะการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยและพื้นที่ที่เหมาะสม
จึงจะมีเพียงกลุ่มคนมีศักยภาพด้านการเงินที่จะสามารถลดค่าไฟได้ ขณะที่กลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึง “โซลาร์ รูฟท็อป” ความเหลื่อมล้ำด้านพลังงานของไทยจึงยังไม่หายไปไหน มิหนำซ้ำจะยิ่งถ่างห่างขึ้นไปอีก
อีกปัจจัยสำคัญของค่าไฟยังมาจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ราคาตลาดโลกผันผวน โดยปัจจุบันไทยนำเข้ามาผลิตไฟฟ้า 30% ของเชื้อเพลิงรวม ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
มาตรการลดค่าไฟฟ้าที่สะท้อนผ่านนโยบายรัฐบาลในระยะสั้นๆ เพื่อตัดจบปัญหาเฉพาะหน้า จึงไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน สิ่งที่รออยู่คือการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบอย่างแท้จริง ตั้งแต่รูปแบบการคิดค่าไฟฟ้า การจัดการสัญญาพลังงานเชื้อเพลิงทุกประเภท การผลักดันให้เกิดพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน หากดำเนินการได้จริง ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในอนาคตอาจลดลงได้อย่างยั่งยืน
เพราะแม้คนไทยทั้งประเทศต่างต้องการใช้ไฟฟ้าในราคาถูกและเป็นธรรม แต่คำถามสำคัญคือ “ค่าไฟที่ถูก” เกิดจากการปรับโครงสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพจริง หรือเป็นเพียงการผลักภาระต้นทุนไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบแทน ตลอดจนเลื่อนค่าใช้จ่ายให้เป็นภาระแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแบกรับแก้ขัดไปก่อน.
ทีมเศรษฐกิจ
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม