
ฝันใหญ่หรือทำได้จริง? เมื่อรัฐบาลกางโรดแมป 12 ปี ดันไทยสู่ “ประเทศรายได้สูง”เทียบชั้นเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น มองภาพอนาคต ถ้าทำสำเร็จจริง งาน เงิน และกระเป๋าตังค์ของคนไทย จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง!
คำว่า "ประเทศรายได้สูง" หรือ High-Income Country อาจฟังดูไกลตัวในหมู่คนทั่วไปอย่างเราๆ แต่ล่าสุดเรื่องนี้ กำลังถูกจุดพลุขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง หลังจากรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล”ประกาศยุทธศาสตร์ใหญ่ ตั้งเป้าพาประเทศไทย ก้าวข้าม "กับดักรายได้ปานกลาง" ภายในปี 2581 หรืออีก 12 ปีข้างหน้า
พิมพ์เขียวนี้ตั้งเป้าหมาย ว่าจะดันรายได้ต่อหัวของคนไทย จากปัจจุบันที่อยู่ราวๆ 8,000 - 9,000 ดอลลาร์ต่อปี ให้กระโดดขึ้นไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 490,000 บาทต่อคนต่อปี)
คำถามคือ ในความเป็นจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม? แล้วถ้าทำได้จริง หน้าตาชีวิตประจำวัน ค้าขาย การทำงาน และกระเป๋าตังค์ของคนไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
ธนาคารโลก (World Bank) มีการจัดกลุ่มประเทศตามรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี ออกเป็น 4 ระดับ เพื่อดูว่าประเทศไหนอยู่จุดไหนของเศรษฐกิจโลก โดยใช้เกณฑ์ตัดเกรดดังนี้
ถ้าดูตามเกณฑ์นี้ เป้าหมาย 15,000 ดอลลาร์ในอีก 12 ปีข้างหน้าที่รัฐบาลวางไว้ ก็คือการพาไทยทะลุเพดานไปยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับ พี่ใหญ่ในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ นั่นเอง
หากลองมองย้อนกลับไป ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็น "ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน" ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 (และธนาคารโลกรับรองเป็นทางการในปี 2554) แปลว่าเรายืนอยู่ตำแหน่งเดิมมานานร่วม 15 ปีแล้ว และหากนับรวมตั้งแต่เริ่มถูกนิยามคำว่ารายได้ปานกลาง เราติดกับดักนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากสภาพัฒน์ (ณ พ.ค. 2569) ระบุว่า รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ 8,677.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งความจริงที่น่าตกใจคือ รายได้ของคนไทยเรายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมาตรฐานเฉลี่ยสากลโลกด้วยซ้ำ (อยู่ที่ประมาณ 55%)
ซ้ำร้าย โครงสร้างการส่งออกของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ คือ เน้นใช้แรงงานเข้มข้นและรับจ้างผลิต (OEM) พอประเทศเพื่อนบ้านค่าแรงถูกกว่า เราก็สู้ไม่ได้ แถมเรายังขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงของตัวเอง จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย (Real GDP) ในปีนี้ จะโตเพียง 1.5% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ ASEAN-5 สะท้อนถึงภาวะ "โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนล้า" อย่างชัดเจน
ด้าน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เคยวิเคราะห์ไว้ว่า หากแรงงานไทยยังไม่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) เศรษฐกิจไทยอาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปีหรือมากกว่านั้น กว่าจะหลุดพ้นจากจุดนี้ ดังนั้น โรดแมป 12 ปีของรัฐบาล จึงเป็นความท้าทายที่ต้อง "ผ่าตัดโครงสร้าง" ขนานใหญ่ ไม่ใช่แค่จัดอีเวนต์แล้วจะผ่านไปได้
รอบนี้รัฐบาลเลือกขับเคลื่อนผ่าน 7 สาขาเศรษฐกิจอนาคต (เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต, ดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, และเศรษฐกิจสร้างสรรค์) โดยแบ่งเค้กให้ 4 รองนายกรัฐมนตรีคุม "4 เครื่องยนต์หลัก" เพื่อเหยียบคันเร่ง
ซึ่งโจทย์ระยะสั้นคือทุกกระทรวงต้องส่งแผน "Quick Big Win" เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้เห็นผลภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปีนี้ทันที เพราะสภาพัฒน์ประเมินแล้วว่า ถ้าจะไปให้ถึงฝัน 15,000 ดอลลาร์ใน 12 ปี เศรษฐกิจไทยต้องโตให้ได้ระดับ 5% ทุกปี (จากปัจจุบันที่โตเฉลี่ยแค่ 2.7%)
กลับมาพิจารณากับข้อคำถามที่ว่า หากโครงสร้างเปลี่ยนไปจนไทยกลายเป็น "ประเทศรายได้สูง" สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเชิงมหภาคและสะท้อนมาถึงชีวิตเรา จะเป็นอย่างไรบ้าง ?
ด้านบวก: โอกาสใหม่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เหรียญอีกด้าน: สิ่งที่ต้องแลกและข้อควรระวัง
สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากชวนคิด คือ "การเป็นประเทศรายได้สูง ไม่ใช่เส้นชัยสุดท้ายของประเทศ" เพราะต่อให้ในอีก 12 ปีข้างหน้า ตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยจะแตะ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐตามเป้าหมายของธนาคารโลกจริง แต่มันอาจไม่มีความหมายเลยหรือไม่
ถ้าเงินก้อนนั้นกระจุกอยู่แค่กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ขณะที่คนเดินดินกินข้าวแกงยังต้องหมุนเงินเดือนชนเดือน และรู้สึกว่าค่าครองชีพวิ่งแซงรายอยู่ตลอดเวลา ความสำเร็จที่แท้จริงของโรดแมปนี้ จึงไม่ใช่แค่การเอาชนะเป้าหมายในเชิงตัวเลข แต่คือการทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีเงินออม มีบ้านเป็นของตัวเอง มีหลักประกันยามเจ็บป่วย มีสวัสดิการตอนแก่เฒ่า และมีโอกาสทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกัน นั่นต่างหากคือความหมายของ "ประเทศพัฒนาแล้ว" ที่แท้จริงแล้ว
ที่มา : ทำเนียบรัฐบาล ,SCB EIC ,สภาพัฒน์ ,ธนาคารโลก
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney