ถ้าไทยกลายเป็น “ประเทศรายได้สูง”  ในอีก 12 ปีข้างหน้า... ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

Economics

Thai Economics

Tag

ถ้าไทยกลายเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในอีก 12 ปีข้างหน้า... ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

Date Time: 24 มิ.ย. 2569 16:45 น.

Video

น้ำมันไทย... วิกฤตินี้จบที่ตรงไหน? | Money Issue EP.52

Summary

ฝันใหญ่หรือทำได้จริง? เมื่อรัฐบาลกางโรดแมป 12 ปี ดันไทยสู่ “ประเทศรายได้สูง”เทียบชั้นเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น มองภาพอนาคต ถ้าทำสำเร็จจริง งาน เงิน และกระเป๋าตังค์ของคนไทย จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง!

Latest


คำว่า "ประเทศรายได้สูง" หรือ High-Income Country อาจฟังดูไกลตัวในหมู่คนทั่วไปอย่างเราๆ แต่ล่าสุดเรื่องนี้ กำลังถูกจุดพลุขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง หลังจากรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล”ประกาศยุทธศาสตร์ใหญ่ ตั้งเป้าพาประเทศไทย ก้าวข้าม "กับดักรายได้ปานกลาง" ภายในปี 2581 หรืออีก 12 ปีข้างหน้า

พิมพ์เขียวนี้ตั้งเป้าหมาย ว่าจะดันรายได้ต่อหัวของคนไทย จากปัจจุบันที่อยู่ราวๆ 8,000 - 9,000 ดอลลาร์ต่อปี ให้กระโดดขึ้นไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 490,000 บาทต่อคนต่อปี)

คำถามคือ ในความเป็นจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม?  แล้วถ้าทำได้จริง หน้าตาชีวิตประจำวัน ค้าขาย การทำงาน และกระเป๋าตังค์ของคนไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

รู้จักเกณฑ์โลก "รายได้สูง" วัดจากอะไร ?

ธนาคารโลก (World Bank) มีการจัดกลุ่มประเทศตามรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี ออกเป็น 4 ระดับ เพื่อดูว่าประเทศไหนอยู่จุดไหนของเศรษฐกิจโลก โดยใช้เกณฑ์ตัดเกรดดังนี้ 

  • ประเทศรายได้ต่ำ: รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 1,135 ดอลลาร์
  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง: รายได้เฉลี่ย 1,136 – 4,465 ดอลลาร์
  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน: รายได้เฉลี่ย 4,466 – 13,845 ดอลลาร์ (ประเทศไทยอยู่กลุ่มนี้)
  • ประเทศรายได้สูง: รายได้เฉลี่ยมากกว่า 13,845 ดอลลาร์ขึ้นไป

ถ้าดูตามเกณฑ์นี้ เป้าหมาย 15,000 ดอลลาร์ในอีก 12 ปีข้างหน้าที่รัฐบาลวางไว้ ก็คือการพาไทยทะลุเพดานไปยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับ พี่ใหญ่ในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ นั่นเอง

ความจริงที่เจ็บปวด  เรา "ย่ำอยู่กับที่" มานานแค่ไหน?

หากลองมองย้อนกลับไป ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็น "ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน" ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 (และธนาคารโลกรับรองเป็นทางการในปี 2554) แปลว่าเรายืนอยู่ตำแหน่งเดิมมานานร่วม 15 ปีแล้ว และหากนับรวมตั้งแต่เริ่มถูกนิยามคำว่ารายได้ปานกลาง เราติดกับดักนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ

ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากสภาพัฒน์ (ณ พ.ค. 2569) ระบุว่า รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ 8,677.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งความจริงที่น่าตกใจคือ รายได้ของคนไทยเรายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมาตรฐานเฉลี่ยสากลโลกด้วยซ้ำ (อยู่ที่ประมาณ 55%)

ซ้ำร้าย โครงสร้างการส่งออกของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ คือ เน้นใช้แรงงานเข้มข้นและรับจ้างผลิต (OEM) พอประเทศเพื่อนบ้านค่าแรงถูกกว่า เราก็สู้ไม่ได้ แถมเรายังขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงของตัวเอง จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย (Real GDP) ในปีนี้ จะโตเพียง 1.5% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ ASEAN-5 สะท้อนถึงภาวะ "โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนล้า" อย่างชัดเจน

ด้าน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เคยวิเคราะห์ไว้ว่า หากแรงงานไทยยังไม่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) เศรษฐกิจไทยอาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปีหรือมากกว่านั้น กว่าจะหลุดพ้นจากจุดนี้ ดังนั้น โรดแมป 12 ปีของรัฐบาล จึงเป็นความท้าทายที่ต้อง "ผ่าตัดโครงสร้าง" ขนานใหญ่ ไม่ใช่แค่จัดอีเวนต์แล้วจะผ่านไปได้

รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไร? "4 เครื่องยนต์หลัก" ที่ต้องจับตา

รอบนี้รัฐบาลเลือกขับเคลื่อนผ่าน 7 สาขาเศรษฐกิจอนาคต (เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต, ดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, และเศรษฐกิจสร้างสรรค์) โดยแบ่งเค้กให้ 4 รองนายกรัฐมนตรีคุม "4 เครื่องยนต์หลัก" เพื่อเหยียบคันเร่ง 

  1. เครื่องยนต์การลงทุนใหม่ : ตั้งเป้าดันสัดส่วนการลงทุนในประเทศให้ถึง 30% ของ GDP (จากปัจจุบัน 22%) เน้นดึงทุนนอกด้าน AI, การเงินภูมิภาค และยานยนต์สมัยใหม่
  2. เครื่องยนต์การค้า ค้าขาย และบริการ : ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Hub) และอาหารปลอดภัยมูลค่าสูง
  3. เครื่องยนต์ทุนมนุษย์ : ยกระดับทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์) ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงงานทักษะสูง
  4. เครื่องยนต์ประสิทธิภาพภาครัฐ : เปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล ใช้การออกใบอนุญาตออนไลน์ (e-Licensing) เพื่อลดทางผ่านของดุลพินิจเจ้าหน้าที่ และแก้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้เงินหมุนลงระบบเร็วขึ้น

ซึ่งโจทย์ระยะสั้นคือทุกกระทรวงต้องส่งแผน "Quick Big Win" เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้เห็นผลภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปีนี้ทันที เพราะสภาพัฒน์ประเมินแล้วว่า ถ้าจะไปให้ถึงฝัน 15,000 ดอลลาร์ใน 12 ปี เศรษฐกิจไทยต้องโตให้ได้ระดับ 5% ทุกปี (จากปัจจุบันที่โตเฉลี่ยแค่ 2.7%)

ภาพอนาคต ถ้าไทยทำสำเร็จ ชีวิตคนไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ?

กลับมาพิจารณากับข้อคำถามที่ว่า หากโครงสร้างเปลี่ยนไปจนไทยกลายเป็น "ประเทศรายได้สูง" สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเชิงมหภาคและสะท้อนมาถึงชีวิตเรา จะเป็นอย่างไรบ้าง ? 

ด้านบวก: โอกาสใหม่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • เปลี่ยนจาก "ฐานแรงงานถูก" เป็น "ฐานวิจัย": บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจะเข้ามาตั้งสำนักงานและศูนย์วิจัยในไทยมากขึ้น เกิดการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง แน่นอนว่ามาพร้อมกับ "เงินเดือนที่สูงขึ้น"
  • รัฐมีเงินดูแลประชาชนมากขึ้น: เมื่อคนและบริษัทมีรายได้สูงขึ้น ฐานภาษีจะใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติ รัฐบาลจะมีงบประมาณไปอุดหนุนระบบสาธารณสุข โรงเรียน โครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการเงินบำนาญผู้สูงอายุได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเที่ยวไล่ขึ้นภาษีกับประชาชน
  • ปัญหา "สมองไหล" ลดลง: คนรุ่นใหม่เก่งๆ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไปขุดทองต่างประเทศ เพราะในบ้านเรามีงานคุณภาพดี คอนเซปต์เจ๋งๆ และค่าตอบแทนที่คุ้มค่ารองรับ
  • เครดิตประเทศพุ่ง: ดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐและเอกชนจะต่ำลง ภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลกจะเทียบชั้นกับเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจจะสูงขึ้นมาก

เหรียญอีกด้าน: สิ่งที่ต้องแลกและข้อควรระวัง

  • ค่าครองชีพและค่าแรงจะสูงลิ่ว: สินค้า บริการ และค่าแรงขั้นต่ำจะปรับตัวสูงขึ้น โรงงานหรือธุรกิจดั้งเดิมที่อยู่ได้ด้วยการกดค่าแรงต่ำจะล้มหายตายจากไป ถ้าปรับตัวเป็นธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมไม่ได้
  • ความเหลื่อมล้ำอาจจะยังไม่หายไป: บทเรียนจากหลายประเทศรายได้สูงชี้ให้เห็นว่า แม้ตัวเลขรายได้เฉลี่ยของประเทศจะดูดี แต่ประชาชนจำนวนมากยังบ่นว่าชีวิตแย่ เพราะเจอสภาวะ "ราคาบ้านแพงระยับ ค่าเรียนกวดวิชาสูงลิ่ว และช่องว่างคนรวย-คนจนที่กว้างกว่าเดิม"
  • โจทย์ใหญ่ "แก่ก่อนรวย": อย่างที่รับรู้ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว หากเราไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อหัวได้เร็วพอ เราจะกลายเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนยาก เพราะคนทำงานมีน้อยลง แต่คนเกษียณมีมากขึ้น

สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากชวนคิด คือ "การเป็นประเทศรายได้สูง ไม่ใช่เส้นชัยสุดท้ายของประเทศ" เพราะต่อให้ในอีก 12 ปีข้างหน้า ตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยจะแตะ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐตามเป้าหมายของธนาคารโลกจริง แต่มันอาจไม่มีความหมายเลยหรือไม่ 

ถ้าเงินก้อนนั้นกระจุกอยู่แค่กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ขณะที่คนเดินดินกินข้าวแกงยังต้องหมุนเงินเดือนชนเดือน และรู้สึกว่าค่าครองชีพวิ่งแซงรายอยู่ตลอดเวลา ความสำเร็จที่แท้จริงของโรดแมปนี้ จึงไม่ใช่แค่การเอาชนะเป้าหมายในเชิงตัวเลข แต่คือการทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีเงินออม มีบ้านเป็นของตัวเอง มีหลักประกันยามเจ็บป่วย มีสวัสดิการตอนแก่เฒ่า และมีโอกาสทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกัน นั่นต่างหากคือความหมายของ "ประเทศพัฒนาแล้ว" ที่แท้จริงแล้ว 

ที่มา : ทำเนียบรัฐบาล ,SCB EIC ,สภาพัฒน์ ,ธนาคารโลก 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์