
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับ การส่งออกและการลงทุนยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped คือกระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำถึงปานกลางและ เอสเอ็มอี ยังเปราะบางจากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายลดลงเล็กน้อยที่ 1.9%
“แรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยหลักยังกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำถึงปานกลางและเอสเอ็มอี ยังเผชิญความเปราะบาง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้”
นายยรรยง กล่าวต่อว่า จะต้องจับตาสถานการณ์ขของครัวเรือนไทยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพบว่า รายได้ของครัวเรือนไทยในปีที่ผ่านมา ลดลง 2.5% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะที่การก่อหนี้ใหม่ทำได้ยากขึ้น และครัวเรือนต้องทยอยจ่ายหนี้เดิม ทำให้สัดส่วนหนี้ของครัวเรือนลดลง 11.8% และผลจากรายได้ที่ลดลง แต่ยังต้องจ่ายหนี้ ทำให้การใช้จ่ายของครัวเรือนไทยลดลง 5.4% ในขณะที่ครัวเรือนใช้เงินช่วยเหลือจากภาครัฐมากขึ้น นอกจากนั้น รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนไทย ซึ่งหมายถึงรายได้ทั้งหมดของครัวเรือนลบด้วยเงินเฟ้อในปี 2569 นี้ ยังมีแนวโน้มจะปักหัวลงต่อเนื่อง จากการชะลอลงของรายได้และการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ
“ที่น่าสังเกตุ คือ เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 ขยายตัวในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้น ช่วยให้เศรษฐกิจไทยไตรไมาสที่ 2 ปีีนี้ ขยายตัวได้ 1.4% และขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% ในไตรมาส 3 ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปีทำให้ไตรมาส 4 โตลดลงเหลือ 1.1% และชะลอต่อเนื่องในปีหน้า ขณะที่ตัวชี้วัดตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอลง ซึ่งรัฐบาลจะต้องพหามาตรการในลักษณะเพิ่มทักษะของแรงงานไทย ให้หารายได้ได้หลายทางเพิ่มขึ้น”
นายยรรยง กล่าวต่อว่า SCB EIC ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้ โดยมองว่า แม้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี้นี้ อัตราเงินเฟ้อจะมีโอกาสแตะ 4% แต่ทั้งปีได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยมาอยู่ที่ 2.6% ลดลงจากประมาณการเดิม ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินได้ ขณะที่ความเสี่ยงในระยะต่อไป ยังต้องติดตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามตะวันออกกลาง และความสี่ยงในการถูกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ตามม.301 ที่ไทยเข้าข่ายถูกเก็บในอัตราที่สูงกว่าเพื่อนบ้าน ความเสี่ยงจากการเกิดปรากฎการณ์เอญนีโญ รวมทั้ง ต้องจับตาการลดลงของการใช้จ่ายของคนไทยที่กระทบภาคธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาคนไทยไม่สามารถมีบ้านได้ ซึ่งส่งผลกระทบตลาดท่ีอยู่อาศัยปีนี้ และปีหน้ามีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง
ด้านนายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่าธนาคารเอชเอสบีซี คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อเนื่องตลอดปี 2569 และปี 2570 เหตุจากแนวโน้มการเติบโตที่ยังเปราะบางและผันผวน เรามองว่านโยบายการคลังจำเป็นต้องเข้มงวดขึ้นในปี 2570 เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้อยู่ต่ำกว่ากรอบเพดานวินัยการเงินการคลังโดยสมัครใจที่ภาครัฐกำหนดไว้ที่ 70%