เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านหนุนโลกฟื้น รัฐผงะ!ดึงงบค้างท่อปี 69 เข้าคลังได้เพียง 10,300 ล้านบาท

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านหนุนโลกฟื้น รัฐผงะ!ดึงงบค้างท่อปี 69 เข้าคลังได้เพียง 10,300 ล้านบาท

Date Time: 19 มิ.ย. 2569 06:30 น.

Summary

สหรัฐฯ และอิหร่านลงนาม MoU สันติภาพออนไลน์เมื่อ 17 มิ.ย. เพื่อยุติสงครามถาวร โดยไทยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ความไม่แน่นอนในช่วง 60 วันข้างหน้า

  • สภาพัฒน์คงเป้าหมาย GDP ไทยปี 2569 ที่ 1.4-2% และประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) เริ่มลดลง
  • ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับลดลงในระยะสั้น แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสียหายหนักอาจทำให้ราคาไม่ลดลงเท่าระดับเดิม
  • ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เตรียมเสนอสภาฯ พิจารณาตามขั้นตอน
  • รัฐบาลดึงงบประมาณปี 2569 ที่หน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เบิกจ่ายกลับมาได้ 10,300 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบกลางสำรองรับมือวิกฤตและภัยพิบัติ

Latest

เคาะ FTA เอฟตาและภูฏาน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ทางออนไลน์เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อเปิดทางไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างถาวร ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว เพราะว่าความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ และมีความผันผวนได้ตลอดเวลา     

“ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าสงครามยุติลง อย่างน้อยภาพของบรรยากาศการลงทุนเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน จากการวิเคราะห์เบื้องต้น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางแหล่งผลิตใหญ่ถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้นคิดว่าในภาพรวมน่าจะได้บรรยากาศที่ดีขึ้น  แต่ว่าผลกระทบในเชิงพื้นฐานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นายเอกนิติ กล่าว     

สำหรับในเรื่องของราคาน้ำมัน ก็อาจจะมีปรับลงในระยะสั้น แต่ว่าอาจจะไม่ได้ลงไปเยอะเท่าเหมือนเดิม เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นฟูมาได้ต้องใช้เวลา ดังนั้นจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป     

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยหลังจากที่สหรัฐและอิหร่านมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) สันติภาพร่วมกันว่าขณะนี้ สศช.อยู่ระหว่างการทบทวนฉากทัศน์ (Scenario) เศรษฐกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับลดลง    

โดยในเบื้องต้นคาดว่าการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงอยู่ในกรอบประมาณการเดิมที่เคยวางไว้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Best case) คือการขยายตัวของ GDP ไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 – 2% แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากข้อตกลงของสหรัฐ-อิหร่าน มีช่วงเวลาเฝ้าระวังสำคัญในอีก 60 วันข้างหน้า หากในช่วง 2 เดือนนี้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น    

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคาน้ำมันในตลาดโลกจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะลดลงได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และแหล่งผลิตน้ำมัน (Oil Facility) ได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมากในช่วงที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง      

“ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างระมัดระวัง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของประเทศอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมได้อีกครั้ง ทำให้ สศช. ต้องมีการประเมิน และทบทวนสถานการณ์ใหม่เป็นระยะๆ”     

เมื่อถามถึงข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่าจากการประเมินพบว่าความเสี่ยงดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากแม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาโดยตรงที่ส่งผลรุนแรงและต่อระบบเศรษฐกิจไทยจนเกิดภาวะ Stagflation

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมเป็นประธาน ได้เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ 2 เรื่องคือ 1. ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบกับผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่สำนักงบประมาณได้ไปดำเนินการมา ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดยขั้นตอนหลังจากนี้ สำนักงบประมาณจะนำตัวเลขดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะส่งต่อไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามลำดับ    

2. ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยที่ประชุมได้รับทราบสรุปตัวเลขการโอนงบประมาณประจำปี 2569 ในส่วนที่หน่วยงานต่างๆ ยังไม่ได้เบิกจ่าย เพื่อดึงกลับมาให้รัฐบาลใช้บริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤต โดยมียอดรวมที่สามารถโอนกลับมาได้ทั้งสิ้น 10,300 ล้านบาทเศษ ซึ่งมีหลายกระทรวงที่คืนงบประมาณมา ในระดับสูงสุดหลักหลายพันล้านบาท ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

สำหรับไทม์ไลน์การผลักดันร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ นี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เป็นเวลา 3 วัน วันศุกร์ที่ 19-วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. และจะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ เพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของครม.ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ จะมีการส่งเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย.ต่อไป      

โดยสาเหตุที่ยอดโอนงบประมาณเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท นายภราดร ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เดิมทีรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้สูงว่าในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ น่าจะมีเงินเหลือโอนกลับมาเกือบ 100,000 ล้านบาท เพื่อใช้รับมือวิกฤตในตะวันออกกลาง แต่ผลจากการแจ้งนโยบายดังกล่าวไปยังหน่วยงานต่างๆ กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 3 อย่างก้าวกระโดด ยอดเงินที่คาดว่าจะเหลือจึงทยอยลดลงจาก 100,000 ล้านบาท เป็น 80,000 ล้านบาท, 70,000 ล้านบาท, 50,000 ล้านบาท จนกระทั่งมาจบที่ตัวเลข 10,300 ล้านบาทเศษ    

สำหรับแผนการบริหารจัดการเม็ดเงิน 10,300 ล้านบาทที่ได้คืนมานี้ จะถูกโอนกลับเข้าไปรวมกับงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันงบกลางฯมียอดเหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท และยังมีภาระรอการเบิกจ่ายและชำระหนี้อีกหลายรายการ เช่น ภาระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (PPP) และโครงการพืชสวนโลก รัฐบาลจะนำงบประมาณที่ได้เพิ่มมานี้ไปพิจารณาจัดสรรตามความจำเป็นของแต่ละหน่วยงานที่ร้องขอ และเตรียมสำรองไว้รับมือกับภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ คือ ระหว่างเดือนก.ค.-ส.ค.-ก.ย.2569 นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อบรรเทาผลกระทบที่สืบเนื่องจากวิกฤตตะวันออกกลาง เช่น การชดเชยค่าขนส่งที่รัฐบาลทำเฟสแรกไปแล้ว ก็สามารถดึงเม็ดเงินจากงบกลางส่วนนี้ไปใช้ดำเนินการได้เช่นกัน


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ