
“มหัทธนะ” ซีอีโอธอส. ป้ายแดง เดินหน้าช่วย คนไทย“รักษาบ้าน“ ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน เน้นช่วยคนรายได้น้อยถึงปานกลาง ชูวิสัยทัศน์ “เพื่อนคู่คิดเรื่องบ้านให้คนไทย” เจาะกลุ่มอาชีพอิสระ ยกระดับศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ หนุนสินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน
นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งซีอีโอ ธอส.เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา “ทำงานมาจนถึงวันนี้เกือบ 6 เดือน ถือว่าเป็นช่วงที่มีความท้าทายมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนประสบปัญหาภาวะวิกฤตค่าครองชีพสูง ผลกระทบจากวิกฤตสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งต่อวิกฤตต้นทุนสูง จากวิกฤตพลังงานผัวผวน การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความท้าทายมาก แต่ธอส.จะมุ่งเน้นการเป็นเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้านให้คนไทย นอกจากพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้าน
“มองว่าปีนี้ เป็นปีแห่งความท้าทายของสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากวิกฤตพลังงาน ทำให้ต้นทุนทุกสิ่งอย่างปรับเพิ่มสูงขึ้น รายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น จากราคาสินค้าปรับเพิ่มสูงขึ้น และวิกฤตสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน”
ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง จากที่สำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับ 86.70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือ 16.44 ล้านล้านบาท หรือแต่ละครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ย 500,000 บาท
“ธอส.ต้องหาแนวทางที่จะทำให้ลูกค้าธอส.รักษาบ้านไว้ ลูกค้าใดที่เป็นลูกหนี้ที่ดี ผ่อนชำระอย่างมีวินัย ก็อาจมีการลดดอกเบี้ยให้ ส่วนลูกค้ารายใด มีปัญหา ก็พร้อมจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้รักษาบ้านไว้ และหากลูกค้ารายใดมีความพร้อม ธอส. ก็พร้อมจะช่วยเหลือเชื่อมต่อไปยังพันธมิตร เช่น ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ ผู้ประกอบการซ่อมแซ่ม เป็นต้น เพื่อทำให้บ้านที่อยู่อาศัยน่าอยู่ และลูกค้า พร้อมชำระหนี้ รักษาบ้านไว้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อปีนี้อยู่ที่ 247,700 ยอดสินเชื่อสะสม 1.9 ล้านล้านบาท หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) 5% ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 80,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 6% โดยเป็นสินเชื่อใหม่ราว 65% เป็นสินเชื่อผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ส่วนอีก 35% จะเป็นสินเชื่อผู้มีรายได้สูงกว่าเฉลี่ยเดือนละ 35,000 บาท
นายมหัทธนะ กล่าวต่อว่า ธอส.พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน เปลี่ยนหลังคาบ้าน เป็นค่าไฟฟ้าในครัวเรือน ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งแผงโซลาร์ ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานไฟฟ้ามาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ โดยธอส.จะให้บริการแบบครบวงจร ด้วยการประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) บริษัทที่จำหน่ายและติดตั้งแผงโซลาร์ รวมถึงการบำรุงรักษาการติดตั้ง เพื่อให้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า สินเชื่อดังกล่าว เป็นสินเชื่อที่มั่นคง เพราะมีหลักประกันเป็นบ้านของลูกค้าเอง อัตราดอกเบี้ยควรต่ำกว่าตลาด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ธอส.อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอสนับสนุนวงเงิน ซึ่งอาจขอใช้วงเงินจากพ.ร.ก.ให้อำนวยการกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยขอใช้เงินในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน “ปัจจุบันธอส. ได้ปล่อยสินเชื่อสีเขียวอยู่แล้ว ราว 30,000 ล้านบาท ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปล่อยสินเชื่อให้กับครัวเรือน และสินเชื่อให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ตั้งแต่เริ่มต้นของการสร้างบ้าน เนื่องจากธอส.ให้ความสำคัญในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด"
นายมหัทธนะ กล่าวว่า โดยพันธกิจ ของ ธอส.ต้องปล่อยสินเชื่อให้คนไทยผู้มีรายได้น้อยถึงปลานกลาง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 4.8 ล้านครัวเรือน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการแผนยุทธศาสตร์พันธกิจของ ธอส. 5 ปี โดยตั้งเป้าจะเพิ่มการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้คนไทยมีบ้านเพิ่มเป็น 6 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 10% ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีอยู่ 30 ล้านครัวเรือน
ทั้งนี้ ธอส.จะจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เงินฝาก-สินเชื่อตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ไม่นิยมซื้อที่อยู่อาศัยก็ต้องหาผลิตภัณฑ์มาตอบโจทย์กลุ่มนี้ ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระ ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีหลักประกัน ธอส.ก็จะช่วยสร้างวินัยการเงิน ผ่านโรงเรียนธอส. จนกว่าจะมีเครดิตที่ดีพอให้สินเชื่อ
ขณะเดียวกันต้องหารือผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยด้วย เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ซึ่งจากการหารือผู้ประกอบการในช่วงที่ผ่านมา เป็นทิศทางที่ดี เพราะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ทำให้มีข้อมูลที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ผู้บรโภคในยุคปัจจบัน
“ธอส.เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้คนไทยมีบ้าน และรักษาบ้านไว้ เพราะบ้านคือจุดเริ่มต้นของความอบอุ่น สร้างสังคมที่ดี และทำให้ทุกชีวิตของครอบครัว มีความสุข มีคุณภาพ เติบโตอย่างยั่งยืนในสังคม คนไทยคนไหน ที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ยังกู้ไม่ได้ มาปรึกษาธอส.ได้ ธอส.จะพยายามช่วย เพื่อให้กู้ให้ได้ เพราะผมเชื่อว่า บ้าน คือความสุขของทุกคนที่มีบ้านเป็นของตัวเอง”
นายมหัทธนะ กล่าวต่อถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรว่า ขณะนี้ได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิิจทัลที่ทันสมัยมาปรับใช้ให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนการทำงาน เช่น ภารกิจด้านใด AI ช่วยได้ ให้ดำเนินการ เพื่อย้ายคนไปทำงานด้านอื่น เช่น งานคอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น
“ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภค จะใช้เวลารอไม่นาน หากรอนาน ก็จะมีคำถาม ดังนั้น ธอส.จะเร่งยกเครื่องการบริการ ที่ทำให้ลูกค้า รอไม่นาน ด้วยการนำข้อมูลที่มีอยู่ มาปรับปรุงแก้ไข เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า รวมถึงปรับปรุงระบบไอที-ดิจิทัลทั้งหลาย อำนวยความสะดวกลูกค้า ทุกช่องทาง ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ คนยุคดิจิทัล”
ขณะเดียวกัน จะยกระดับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ให้เป็นศูนย์ข้อมูลที่ชี้แนะและเป็นฐานให้กับผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย, วิเคราะห์อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยและเกี่ยวกับได้ รวมถึงการประเมินสถานการณ์ที่อยู่อาศัยได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ทำให้ศูนย์ดังกล่าวฯ ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกับสภาพัฒน์ ประเมินสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นข้อมูลอ้างอิงได้เป็นการทั่วไป เช่นเดียวกับศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ นี้จะพยายามทำให้เป็นศูนย์ข้อมูลที่ได้มาตรฐาน และวงการที่อยู่อาศัย นำไปใช้อ้างอิงได้