
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.69 เป็นวันแรกที่เปิดให้มีการลงทะเบียนยืนยันตัวตนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ประจำปี 2569 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยประชาชนส่วนใหญ่ ที่มายืนยันตัวตน ณ สถาบันการเงินของรัฐ ต่างสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใหม่ว่าตนเองจะยังคงได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ซึ่งพนักงานธนาคาร ได้แจ้งถึงหลักเกณฑ์ใหม่ และจะมีการประกาศ ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ส่วนประชาชนที่ไม่มีรายชื่อ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 31 ก.ค.69 พร้อมเอกสารหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ใหม่นี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวว่า กรณีการตัดสิทธิ์พ่อแม่ หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบุพการีนั้น ขณะนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงคลังเร่งดำเนินการพิจารณาอย่างรอบคอบ และตรวจสอบสิทธิ์ดังกล่าวหรือไม่ เพื่อได้ดูแลผู้เดือดร้อนจริงๆ
“ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปสำรวจ ทุกหมู่บ้านทุกครัวเรือน ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ ประชาชนที่เดือดร้อน และไม่ได้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่ได้มีการทบทวนสิทธิ์มานาน เพราะฉะนั้นจึงอยากช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ ก่อน”
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเดินหน้าการใช้เกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งเกณฑ์ที่ประกาศออกมาจะค้นหาผู้ที่ยากจนอย่างแท้จริง เพื่อให้การใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนและเงินกู้ในช่วงภาวะวิกฤตเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ เกณฑ์การคัดกรองได้ปรับเปลี่ยนจากเกณฑ์ครอบครัวมาเป็นเกณฑ์รายบุคคล
“เราต้องถามหาว่าใครคือคนจนและลำบากที่สุดก่อน ในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัดและอยู่ในวิกฤตที่ต้องกู้เงินมาดูแลสวัสดิการ รัฐจึงต้องลำดับความสำคัญให้กลุ่มที่ไม่มีใครดูแลเลยเป็นกลุ่มแรก”
นายวินิจ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่เป็นข้อสงสัยเรื่องการนำบุพการีไปหักลดหย่อนภาษี ทำให้เสียสิทธิ์การถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เกณฑ์นี้ถูกนำมาพิจารณาภายใต้หลักการอุปการะ เนื่องจากผู้ที่มีชื่อถูกบุตรนำไปลดหย่อนภาษี รายละ 30,000 บาทต่อปี แสดงให้เห็นว่าบุตรมีรายได้ถึงเกณฑ์และทำหน้าที่ดูแลบุพการีอยู่ ซึ่งกระทรวงการคลังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนจนที่ไม่มีใครดูแลเลย เป็นอันดับแรกก่อน
อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่บุตรนำชื่อไปใช้โดยที่ไม่ได้ดูแลจริง หรือพ่อแม่ไม่ทราบเรื่อง กระทรวงคลังยินดีรับฟังข้อมูลและนำมาพิจารณาเป็นรายกรณี โดยยืนยันว่า จะไม่ทิ้งคนที่ลำบากที่สุด ถ้ามีลูกดูแลก็ไม่ใช่คนที่ลำบากที่สุด แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้รับการดูแลจริงแล้วลูกนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี พ่อแม่ก็มาอุทธรณ์ขอสิทธิ์คืนได้ ส่วนลูกก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนจากพ่อแม่ได้อีก
“การคัดกรองนี้ไม่ใช่เพื่อจ้องตัดสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความถูกต้องที่สุด หากผู้ใดถูกตัดสิทธิ์ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น มีบัญชีหุ้นแต่ไม่เคยใช้งาน มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทแต่ไม่มีรายได้ หรือกรณีลูกหลานนำชื่อไปลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้ดูแลสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ หลังจากมีการประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำข้อมูลมาตรวจสอบอีกครั้งว่ามีความเดือดร้อนจริงหรือไม่ และจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ยากจนจริงๆ”
นายวินิจ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง เนื่องจากในอดีตพบข้อมูลการใช้สิทธิ์ที่ผิดสังเกต เช่น ผู้ถือบัตรบางรายใช้เงิน 300 บาทซื้อยาดมชนิดเดียวซ้ำ ๆ ทุกเดือนเพื่อนำไปขายต่อ หรือผู้ที่รับสิทธิ์ขับขี่รถจักรยานยนต์ราคาแพงหลักแสนบาท กระทรวงการคลัง จึงต้องใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่ทันสมัยขึ้น เพื่อแยกคนยากจน ออกจากคนอยากมีรายได้น้อยให้ชัดเจน
สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์เดิมสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนได้ผ่านหลายช่องทางเพื่อความสะดวก ได้แก่ ธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ตามที่ประกาศ ตู้ ATM ที่รองรับการใช้บัตรประชาชน เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เช่น เป๋าตัง โดยเปิดให้ยืนยันสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย.นี้ และประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค.นี้ จากนั้น เปิดให้อุทธรณ์ถึงสิ้นเดือนก.ค.นี้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่า สำหรับผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางที่ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงมีสวัสดิการอื่น ๆ รองรับอยู่ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ฝ่ายนโยบายกำลังพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ