
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นจริงๆ ในการใช้เงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ช่วยเหลือเยียวยาในช่วงสินค้าราคาแพง จากวิกฤตราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้น ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำจากวิกฤตการณ์ภายนอกประเทศหลายปีที่ผ่านมา รัฐต้องเป็นผู้นำการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบใหม่ เรียกกลับความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้กลับมาลงทุนรอบใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ
“โดยลำพังการอาศัยงบลงทุนซึ่งมีสัดส่วนเพียง 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและกระบวนการที่งบประมาณที่ล่าช้ากว่ากำหนด ไม่น่าจะเพียงพอและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดหวังว่าสร้างเศรษฐกิจโตหรือจีดีพีโต 0.4% ในปี 2569 และ 0.8% ในปี 2570 และหากต้องการให้เศรษฐกิจโตตามหวัง ก็ต้องใช้เงินกู้ให้ครบตามจำนวนที่กู้ เมื่อเศรษฐกิจโต มูลค่าจีดีพีก็เพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะก็ไม่เพิ่มขึ้นเกินกรอบ 70% ไปจนถึงปี 2571 และอาจไม่เกินกรอบเลยก็ได้”
ทั้งนี้ก่อนการออกพ.ร.ก.กู้เงินนั้น กระทรวงการคลัง สบน. หารือทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานงบประมาณ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กันหลายครั้ง เกี่ยวกับการออกพ.ร.ก.กู้เงิน จนตกลงกันว่าจะกู้เงิน 400,000 ล้านบาท และการกู้เงินดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลในประเทศ (จีดีพี) สูงทะลุกรอบเพดานที่กำหนดไว้ 70% และยังเป็นเม็ดเงินในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นางจินดารัตน์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการพิจารณาและได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนพร้อมในการดำเนินการได้ทันที คุ้มค่าส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ต้องดำเนินโครงการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน ก.ย. 2570 และเบิกจ่ายให้เสร็จสิ้นก่อน ธ.ค. 2570
ในภาวะวิกฤต หลายประเทศกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตโควิด, และวิกฤตสงคราม ซึ่งเหตุผลการกู้เงินแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน. ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่มีประเทศใดในโลก ไม่มีหนี้. ทุกประเทศก่อหนี้ เพื่อพัฒนาประเทศ และแน่นอนการลงทุนของภาครัฐต้องก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ ดังนั้นการกู้เงิน ไม่ได้เป็นภาระของประชาชน แต่เป็นการนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดียิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับการกู้เงินภายใต้พ.ร.ก.ดังกล่าว นอกจากกู้เงินมาเยียวยา บรรเทาช่วยเหลือประชาชนแล้ว ยังนำมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างชาติ ที่จะเข้ามาลงทุนพร้อมพัฒนาพลังงานสะอาดในไทย
การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทครั้งนี้ ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 2 แผน โดยแผนแรก เป็นการกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ลดผลกระทบจากวิกฤตของแพง ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แจกเงินประชาชนคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมถึงการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก คนละ 700 บาท จาก 300 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ประชาชนราว 38-40 ล้านคน
โดยแผนการกู้เงินนั้น จะกู้ตามความจำเป็นในการใช้เงิน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 มิ.ย.2569 นี้ จากการประเมินการใช้จ่ายในแต่ละวันแล้ว คาดว่าจะต้องใช้เงินราว 35,000 ล้านบาทต่อเดือน สบน.ก็จะกู้เงินตามจำนวนนี้ ด้วยการออกตั๋วสัญญาการใช้เงิน (P/N) การทำสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงิน (เทิร์ม โลน) มีระยะเวลาการกู้ 4 ปี เลือกอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ที่สถาบันการเงินเสนอมา หลังจากนั้นทยอยปรับระยะเวลาการกู้เป็น 5-10 ปี รวมถึงเปลี่ยนเป็นพันธบัตรรัฐบาล
ส่วนแผน 2 กู้เงิน เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งต้องชักชวนจูงใจให้เอกชนมาร่วมลงทุนด้วย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เช่น การลงทุนระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สายส่งจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มีเสถียรภาพ การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันจากต่างประเทศ เพราะประเทศไทย เป็นผู้นำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เมื่อเกิดวิกฤตสงคราม มักจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานของประเทศ เช่น ประเทศจีน ได้ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ หันมาใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ มาหลายปีแล้ว ดังนั้นจะได้รับผลกระทบน้อยมาก จากวิกฤตพลังงาน การปรับเปลี่ยนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน เป็นพลังงานแสงอาทิตย์นั้น นอกจากประเทศไทย จะได้ใช้พลังงานสะอาดแล้ว ยังมีผลพลอยได้ คือ คาร์บอนเครดิต ที่สามารถนำไปขายได้ ซึ่งประเทศไทย จะพยายามใช้มาตรฐานตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER ราคาเทียบเท่าสากล
องค์กรใด ที่ต้องการคาร์บอนเครดิต สามารถซื้อที่ประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน จำเป็นต้องซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นการปฏิบัติตามมาตรการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รวมถึงข้อตกลงปารีส หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อลดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศปรวนแปร รวดเร็วรุนแรง
นางจินดารัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ณ เดือน มี.ค.2569 หนี้สาธารณะของประเทศไทย อยู่ที่ 12.68 ล้านล้านบาท เป็นการกู้ในประเทศ 88.87% และต่างประเทศ 11.13% ซึ่งการกู้ส่วนใหญ่ เป็นการกู้ระยะยาว เฉลี่ย 9 ปี 6 เดือน ถือว่ายาวนานกว่าค่าเฉลี่ยที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีอี) ระบุไว้ว่าอายุการกู้เงินเฉลี่ย 8 ปี ซึ่งสบน. ต้องบริหารจัดการหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ทุกปี เพื่อให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลต่ำที่สุด ขณะเดียวกันต้องเป็นอัตราอ้างอิงให้กับตลาดการกู้เงินได้ด้วย
“ประเทศไทย กู้เงินต่างประเทศน้อยมาก หากกู้ จะเปลี่ยนการชำระเงินกู้เป็นสกุลเงินบาท ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากลโลก การบริหารหนี้ของสบน. ต้องระวังทุกมุก ป้องกันความผันผวนของตลาดเงินด้วย อัตราดอกเบี้ยการกู้ต้องไม่กระจุกตัว”
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเข้าใจว่า การเป็นหนี้สาธารณะ 12.68 ล้านล้านบาท แล้วนำมาหารกับจำนวนประชากรของประเทศไทย ทำให้คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่เกิดนั้น เป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และต่างมุมมองมาก
การก่อหนี้ของรัฐบาล เพื่อนำเงินไปลงทุนสร้างถนน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนไทย ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างความกินดีอยู่ดี เพราะประชาชนมีรายได้ หากไม่มีการกู้เงินมาลงทุน ประเทศ ก็ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
“เมื่อรัฐบาลกู้เงิน ก็ต้องวางแผนการใช้เงิน และเงินที่นำมาใช้ มาต่อยอดการพัฒนาประเทศ สบน.มีหน้าที่บริหารหนี้ บริหารความเสี่ยง บริหารให้ต้นทุนการเงินของรัฐต่ำที่สุด แต่การใช้เงินอย่างคุ้มค่าและโปร่งใส เป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อประเทศชาติและประชาชน ”