เปิดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-แล้ง ผลกระทบเอลนีโญ-สสน.แนะแผนจัดการน้ำ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เปิดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-แล้ง ผลกระทบเอลนีโญ-สสน.แนะแผนจัดการน้ำ

Date Time: 29 พ.ค. 2569 05:30 น.

Summary

สสน. คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม-น้ำแล้งทั่วประเทศช่วง 6 เดือน พบ 64 จังหวัด เสี่ยงน้ำท่วม อีก 58 จังหวัด เสี่ยงน้ำแล้ง และ 43 จังหวัดเสี่ยงทั้งท่วม-แล้งในเวลาเดียวกัน ผลจาก “เอลนีโญ” แนะรัฐใช้แนวทาง “ท่วมแก้แล้ง”  ส่วน “ซุเปอร์เอลนีโญ” เผยพบสัญญาเกิดขึ้น แต่ต้องติดตามความรุนแรงอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งล่วงหน้า

Latest

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 29 พ.ค. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดล่าสุดลิตรละกี่บาท

นางรอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เปิดเผยว่า ในฐานะที่ สสน. เป็นหน่วยงานรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ภายใต้ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” นั้น ได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม น้ำแล้งจากปริมาณฝนในช่วง 6 เดือน (เดือนพ.ค.-ต.ค.) ปีนี้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากเอลนีโญ พบว่า  เอลนีโญไม่ได้ทำให้ปริมาณฝนลดลงเสมอไป แต่ทำให้ “รูปแบบของฝนเปลี่ยน” โดยปริมาณฝนของภาคเหนือลดลง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น และบางพื้นที่เสี่ยงทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งมากขึ้น

ปีนี้เสี่ยงน้ำท่วม-แล้งผลเอลนีโญ

ทั้งนี้ แม้ในปี 69 ไทยมีแนวโน้มอยู่ภายใต้สภาวะเอลนีโญ ซึ่งโดยทั่วไปส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งในระดับรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน รวมถึงประเมินร่วมกับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยในอดีต พบว่า ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ต.ค.นี้ ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิดทั้งอุทกภัยและภัยแล้งในหลายพื้นที่ควบคู่กัน โดยมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมถึง 64 จังหวัด หรือกว่า 2,580 ตำบล ขณะที่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งครอบคลุม 58 จังหวัด หรือ 2,112 ตำบล และพื้นที่ความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกันถึง 43 จังหวัด สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะความสุดขั้วของสภาพอากาศในปีนี้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ 

“พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมส่วนใหญ่กระจายตัวในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางส่วนของภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากฝนสะสมที่สูงกว่าค่าปกติในบางช่วงเวลา ขณะที่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งยังคงพบในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และบางส่วนของภาคเหนือ ซึ่งมีแนวโน้มฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะในช่วงต้นและปลายฤดูฝน”   

 สำหรับการบริหารจัดการน้ำ ต้องใช้แนวทาง “ท่วมแก้แล้ง”  คือ บริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กัน ไม่แยกการวางแผนออกจากกัน โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทั้งท่วมและแล้ง ควรมีแผนบริหารเฉพาะพื้นที่ เช่น การพร่องน้ำล่วงหน้าก่อนฝนตกหนัก เพื่อเตรียมตัดยอดน้ำส่วนเกินยามน้ำหลากมาเก็บรักษาปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ เชื่อมโยงแหล่งน้ำ จัดลำดับการใช้น้ำ และการใช้ซ้ำ ให้เพียงพอสำหรับช่วงฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งต่อไป



แนะ 4 แนวทางรับมือภัยพิบัติ

 นางรอยบุญ กล่าวต่อถึงแนวโน้ม “ซุเปอร์เอลนีโญ” ในไทยที่ทำให้อากาศร้อนจัด และเกิดฝนทิ้งช่วงว่า จากการคาดการณ์ของ สสน. และกรมอุตุนิยมวิทยา พบสัญญาณของฝนทิ้งช่วงช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.69 ซึ่งต้องติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน เรื่องปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ควรสื่อสารด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยังต้องติดตามระดับความรุนแรงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล รวมถึงผลกระทบต่อปริมาณฝนจริงของไทย นอกจากนี้ ความเสี่ยงในปีนี้ไม่ได้มีเพียงภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังพายุและฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนร่วมด้วย จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูฝน 

ส่วนสถานการณ์ฝนในปีนี้ จะมีลักษณะ “ฝนไม่สม่ำเสมอ” คือ บางช่วง (เดือนพ.ค.. และเดือนก.ย.) มีฝนมากจนเกิดน้ำหลาก/น้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ แต่บางช่วง (เดือนมิ.ย.-ส.ค.) อาจเกิดฝนทิ้งช่วงและขาดน้ำในบางพื้นที่โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำต้นทุนจำกัด ดังนั้น ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่แค่น้ำมากหรือน้ำน้อย แต่คือความแปรปรวนของฝนที่มาไม่ตรงเวลาและกระจายไม่เท่ากัน  

“แนวทางเตรียมรับมือหน้าฝนปีนี้ ควรเน้น 4 เรื่องหลัก คือ เฝ้าระวังฝนหนักรายพื้นที่, ตรวจสอบความพร้อมของระบบระบายน้ำ, บริหารอ่างเก็บน้ำแบบยืดหยุ่นตามข้อมูลคาดการณ์ และสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าให้ประชาชนเข้าใจง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก และพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก สิ่งสำคัญคือ การใช้ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันควบคู่กับข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้ทุกหน่วยงาน “เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ” แทนการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุแล้ว ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ทั้งนี้  รัฐบาลมีแนวทางขับเคลื่อนการจัดการน้ำแบบบูรณาการทั้งประเทศอยู่แล้ว โดยในส่วนของ สสน. ที่เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีคลังข้อมูลน้ำ ที่ใช้เป้นศูนย์ข้อมูลข้อมูลกลางรวบรวมข้อมูลด้านน้ำ 36 หน่วยงาน 13 กระทรวง 1 องค์กรอิสระ ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนการวางแผนจัดการน้ำระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ ระดับจังหวัด รวมถึงระดับชุมชนผ่านเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชน โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ผ่านทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันมือถือ ThaiWater

“ปีนี้ ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และฝนทิ้งช่วงในปีเดียวกัน การใช้ข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้าและระบบติดตามสถานการณ์แบบ real-time จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสียหายและบริหารน้ำอย่างยั่งยืน”

 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ