เอสเอ็มอี ร้องรัฐต่ออายุมาตรการ e-Withholding Tax หวั่นจ้างงานสะดุดหนัก

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เอสเอ็มอี ร้องรัฐต่ออายุมาตรการ e-Withholding Tax หวั่นจ้างงานสะดุดหนัก

Date Time: 28 พ.ค. 2569 07:21 น.

Summary


  • ธุรกิจรับเหมาแรงงาน ขอรัฐทบทวนภาษีหักที่จ่าย หลังกลับใช้อัตรา 3% ตามเดิม
  • ผู้ประกอบการ ชี้มาตรการลดภาษีเหลือ 1% เคยช่วยเสริมสภาพคล่องธุรกิจได้อย่างดี
  • ภาคบริการ และเอสเอ็มอีกำลังเผชิญแรงกดดัน จากเศรษฐกิจชะลอตัว และต้นทุนสูงขึ้น
  • หลายธุรกิจต้องพึ่งเงินกู้รักษาสภาพคล่อง ท่ามกลางภาระดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับสูง
  • เอกชนสะท้อนเอสเอ็มอีมีพื้นที่เสนอปัญหาน้อยแ ม้เป็นฐานจ้างงานสำคัญของประเทศ
  • ภาคธุรกิจเสนอรัฐทบทวน โครงสร้างภาษีระหว่างอุตสาหกรรม ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น
  • เอกชนเรียกร้องต่ออายุมาตรการภาษี 1% เพิ่มอีก 2 ปีครอบคลุมช่วงปี 2569–2570
  • ผู้ประกอบการชี้หากธุรกิจมีสภาพคล่องจะช่วยหนุนการลงทุนจ้างงานและเศรษฐกิจไทย

Latest

ตัดทิ้งดอกเบี้ยเก่า-จ่ายต้น 70%หนี้จบ BAM ปรับกลยุทธ์“แก้หนี้เสียคืนโอกาสคนไทย”

นายวิสูตร พันธวุฒิยานนท์ นายกสมาคมนายจ้างผู้ประกอบกิจการรับเหมาแรงงาน (Outsource) หนึ่งในตัวแทนภาคธุรกิจ เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจรับเหมาแรงงานต้องการส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เร่งทบทวนมาตรการภาษีหัก ณ ที่จ่าย หลังมาตรการลดอัตราภาษีผ่านระบบ e-Withholding Tax สิ้นสุดลง และกลับมาใช้อัตราปกติ 3% ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจบริการและเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ในช่วงประคองตัวจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันต้นทุนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ


นายวิสูตรกล่าวว่า มาตรการลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ภาครัฐเคยใช้ช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มต้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และได้รับการขยายเวลาต่อเนื่องในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อรักษาสภาพคล่องของภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง


อย่างไรก็ตาม หลังมาตรการสิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 2568 ส่งผลให้ธุรกิจต้องกลับมาใช้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ตามปกติ แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะส่งสัญญาณสนับสนุนการดูแลผู้ประกอบการและสานต่อนโยบายดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเพิ่มเติม ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที


พร้อมสะท้อนว่า ในหลายเวทีหารือนโยบายเศรษฐกิจ ภาครัฐมักเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมมากกว่า ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอี ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง กลับมีโอกาสนำเสนอปัญหาค่อนข้างจำกัด ทั้งที่เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานของประเทศ


ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดอาจส่งผลย้อนกลับต่อการลงทุนและการจ้างงาน


นายวิสูตรยังเสนอเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรพิจารณาความสมดุลของโครงสร้างภาษีระหว่างอุตสาหกรรม โดยชี้ว่า บางกิจการ เช่น ภาคขนส่ง ถูกกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 1% ขณะที่ธุรกิจบริการซึ่งมีการจ้างงานจำนวนมากยังใช้อัตราสูงสุดที่ 3%


ทั้งนี้ ภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% ออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ครอบคลุมช่วงปี 2569–2570 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อรักษาสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนขนาดกลางและเอสเอ็มอีสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง


“สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการไม่ใช่มาตรการอุดหนุน แต่เป็นการเปิดทางให้เงินทุนของธุรกิจยังหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เมื่อมีสภาพคล่องก็จะเกิดการลงทุน การจ้างงาน และท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาเป็นการเติบโตของ GDP ระดับประเทศ” นายวิสูตรกล่าว


สำหรับ e-Withholding Tax เป็นระบบที่เปิดให้ผู้จ่ายเงินสามารถโอนยอดพร้อมหักภาษีผ่านธนาคาร และส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ขณะที่ผู้รับเงินจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) ในรูปแบบดิจิทัล ช่วยลดภาระด้านเอกสารและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาคธุรกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ