
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูงมากตั้งแต่ช่วงต้นปี และยังเจอภาวะสงคราม และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ซ้ำเติม ส่งผลให้แรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกๆ
ทำให้ “มิสเตอร์พี” ไม่ได้รวบรวมการประมาณการเศรษฐกิจไทยของสำนักต่างๆ มาฝากกันค่อนข้างนานกว่าปกติที่จะพยายามทำทุกๆไตรมาส
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยที่ได้ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทย เพราะเห็นว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะช่วยประคองเศรษฐกิจปีนี้ได้ระดับหนึ่ง จึงอยากลองรวบรวมมาเพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้มองภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป ท่ามกลางสงครามการค้า และสงครามตะวันออกกลางที่จะยังกดดันภาวะเศรษฐกิจโลกต่อไปจนถึงปลายปี
โดยเริ่มจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งได้มีการ แถลงข่าวตัวเลขเศรษฐกิจจริงของเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ว่า แม้จะมีสงครามรุกคืบ
เข้ามาส่วนหนึ่งของไตรมาส แต่ยังขยายตัวได้ถึง 2.8% จากระยะเดียวกันปีก่อน ทำให้เมื่อรวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เป็น 1.5-2.5% หรือเฉลี่ย 2% ซึ่งใกล้เคียงกับแบงก์ชาติที่ปรับขึ้นประมาณการปีนี้ขึ้นมาเป็น 2.1%
มาที่ฝั่งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบีประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้เท่ากับแบงก์ชาติที่ 2.1% และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จากเดิมที่ 1.2% ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ไทยพาณิชย์
ที่ประเมินผลของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ปรับขึ้นได้ 0.7% และมีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตขึ้นมาที่ประมาณ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับวิจัยกรุงศรีฯที่มองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2% เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ttb analytics ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ที่ 1.7% ขณะที่ Krungthai COMPASS ก็ยังไม่ปรับขึ้นประมาณการ ยังคงตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 1.8%
แต่ที่น่าสนใจคือ มุมมองเอกชนในภาคผลิตและการค้าที่มองทิศทางเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่าคนอื่น โดยการประเมินล่าสุดของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ล่าสุด ไม่กี่วันที่ผ่านมามองเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะขยายตัวในช่วง 1.2-1.6% หรือค่ากลางที่ 1.4% แม้จะเห็นแนวทางคร่าวๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้วก็ตาม
โดยเท่าที่รู้มาภาคธุรกิจกังวลว่า ผลกระทบจากสงครามจะส่งผลต่อต้นทุนของการผลิตสินค้า และกำลังซื้อของคนไทยชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ในช่วง 3 เดือนจากนี้ จึงจะเป็นช่วงของการต่อสู้กันอย่างเต็มกำลังระหว่างผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจ กับมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ถ้ารัฐบาลชนะได้ การรวบรวมประมาณการครั้งหน้า คงได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจโตได้ที่ 2% หรือมากกว่า.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม