
“เอกนิติ” ชง “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม.วันนี้ (19 พ.ค.) แก้วิกฤติปากท้องประชาชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค.นี้ กระทรวงการคลัง นำเสนอเรื่องปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 69 ครั้งที่ 2 พร้อมมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ครม.พิจารณาอนุมัติ เพื่อจะได้นำเงินจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) มาดำเนินการ
สำหรับมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติปากท้อง ผ่านไทยช่วยไทยพลัส จะใช้เงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการเติมเงินให้ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ และรัฐบาลจะสนับสนุนการใช้จ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ซึ่งครั้งนี้จะเน้นการช่วยเหลือร้านค้ารายเล็กให้เข้าร่วมโครงการ ส่วนรายละเอียดจำนวนคน วันลงทะเบียน เงื่อนไขต่างๆ เมื่อผ่านครม.แล้ว กระทรวงการคลังจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
“วิกฤติพลังงาน ก่อให้เกิดวิกฤติต้นทุนและค่าครองชีพ และหากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหา ประคับประคอง จะนำไปสู่วิกฤติเงินเฟ้อได้อีก ดังนั้น การออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อแก้วิกฤติปากท้องของประชาชน หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาอีก อาจจะลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานในอนาคตได้”
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนการกู้เงินก้อนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาทนั้น จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของประเทศ โดยกระทรวงการคลัง จะหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากกระทรวงคมนาคม เพื่อลดต้นทุนการขนส่งของกลุ่มรถบรรทุก ให้หันมาใช้รถหัวลากไฟฟ้า หรือปรับเปลี่ยนมาใช้ไบโอดีเซล เพื่อลดการอุดหนุนเยียวยาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากรัฐ ไม่สามารถอุดหนุนได้ตลอดไป ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันจากนี้ไปจะไม่ถูกลงไปกว่านี้เป็นเวลา 1-2 ปี และเมื่อส่งเสริมให้กลุ่มรถบรรทุก หันมาใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังผลผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มปาล์ม ซึ่งต้องหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป
“หน่วยงานใด ที่มีโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สามารถนำมาเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน คาดว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้า จะเห็นผลการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศได้บางส่วน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และลดการนำเข้า ซึ่งในวิกฤติพลังงานครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะทำให้ไทยปรับตัว เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น”