
เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลประกาศความจำเป็นในการกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท ผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน พ.ศ.2569 ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและปากท้องประชาชน โดย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2569
และก็เป็นปกติธรรมดาของการกู้เงินแต่ละครั้ง ในแต่ละรัฐบาลเสียงคัดค้านย่อมตามมา มีการตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน และวิธีการใช้เงิน บางฝ่ายมองว่าการปรับโครงสร้างพลังงานเป็นเรื่องระยะยาว ใช้งบประมาณปกติได้ เพราะการกู้เงินทุกครั้งเป็นการสร้างภาระหนี้ระยะยาวต่อประเทศ รวมทั้งอาจมีการใช้เงินเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เกิดการรั่วไหลได้โดยง่ายด้วยกระบวนการที่ตัดตอนอย่างรวดเร็ว
ย้อนเวลากลับไปในทุกครั้งที่เกิด “วิกฤติ” กระทบเศรษฐกิจ ภาวะความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชน จนทำให้งบประมาณประจำปีที่ผ่านการกลั่นกรองเคี่ยวเข้มข้นจากรัฐสภาไม่เพียงพอต่อการกอบกู้...ต่อสู้วิกฤติ
เครื่องมืออันทรงพลังที่จะเป็นตัวช่วยพิเศษ นั่นคือ...การออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เป็นวิธีที่หลายรัฐบาลเลือกใช้ นำเงินในอนาคตมาเยียวยาปัจจุบัน แล้วค่อยทยอยชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคืน โดยทยอยจัดสรรงบประมาณประจำปีมาชำระ
ทุกครั้งที่สามารถอ้างเหตุผล “ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การกู้เงินถูกงัดออกมาใช้สม่ำเสมอ ไม่เฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” เท่านั้น แต่เป็นมาทุกยุคทุกสมัย
รัฐบาลอนุทินขึ้นบริหารประเทศในภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติพลังงานจากผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ต้นทุนปุ๋ย ราคาสินค้าปรับขึ้นยกแผง และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดและจบลงเมื่อใด
งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤติครั้งนี้ หากจะรอการจัดสรรงบประมาณปี 2570 เกรงว่าจะไม่ทันสถานการณ์ วิกฤติเศรษฐกิจลุกลามบานปลายจะแก้ลำบาก
รัฐบาลจึงดำริต้องมีการกู้เงิน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งแก้ปัญหาเร่งด่วน และระยะยาว วางรากฐานโครงสร้างพลังงานของประเทศ แม้เป็นการก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม แต่รัฐบาลยืนยันหนักแน่นว่าการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะแต่อย่างใด เพราะไม่ต้องการเสียวินัยการคลัง เนื่องจากจะกระทบความเชื่อมั่นของประเทศ
โดยเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของไทยถูกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 70% การกู้เงินอีก 400,000 ล้านบาทในรอบนี้ จะทำให้หนี้สาธารณะขยับไปอยู่ปริ่มน้ำที่ 69% แต่ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง
การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทดังกล่าว ต้องมีการลงนามใช้เงินให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย.2570 แบ่งออกเป็น 2 แผน ทยอยกู้ตามความจำเป็น และเป็นการกู้ในประเทศทั้งหมด โดยอาจออกพันธบัตรออมทรัพย์ หรือกู้สถาบันการเงิน โดยเรียกมาประมูลเสนอดอกเบี้ย
แผนแรก มาตรการลดค่าครองชีพประชาชน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐออกค่าใช้จ่ายให้ 60% ประชาชนสมทบจ่าย 40% คนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน
รวมทั้งการเติมเงินให้ผู้ถือสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอีก 700 บาทต่อเดือน จากเดิมได้รับเดือนละ 300 บาท กรณีนี้รัฐไม่ต้องออกเงินสมทบ ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้เต็มจำนวน เป็นเวลา 4 เดือนเช่นเดียวกัน โดยจะเปิดให้มีการลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.2569 นี้ เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย.2569
การลงทะเบียนครั้งนี้จะทำให้รัฐมีฐานข้อมูลของประชาชนที่ทันสมัยสอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันที่สุด โดยเฉพาะฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่กำลังมีการคัดกรองคนจนจริงและจนไม่จริงออกจากกัน คนไทย 1 คน จะได้รับการช่วยเหลือคนละ 1 สิทธิเท่านั้น!
ประเมินว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส ราว 25-30 ล้านคน และผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.25 ล้านคน รวมคนที่รัฐต้องเยียวยาช่วยเหลือไม่เกิน 40-43 ล้านคน จากประชากรไทยทั้งหมด 65-66 ล้านคน
ส่วนแผน 2 อีก 200,000 ล้านบาท กู้เพื่อส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพและการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ สนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาครัวเรือน การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอีวี (EV)
หน่วยงานใดที่จะเสนอโครงการใช้เงินกู้จะต้องเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เมื่อดำเนินโครงการไประยะหนึ่งแล้วจะต้องส่งผลการดำเนินงานการใช้เงินกู้มาให้คณะกรรมการกำกับติดตามตรวจสอบประเมินผลทุก 3 เดือน เพื่อความคุ้มค่าและโปร่งใส
รัฐบาลหวังว่าการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทดังกล่าว จะช่วยดันเศรษฐกิจปี 2569 โตได้ตามเป้าหมาย 2.1%
จากรัฐบาลอนุทิน ย้อนประวัติศาสตร์การกู้เงินในรอบเกือบ 30 ปีของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2541 ในสมัย “รัฐบาลชวน หลีกภัย” เผชิญวิกฤติต้มยำกุ้ง รับช่วงต่อหลังจากที่รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2540
เศรษฐกิจทรุดหนัก สถาบันการเงินล้มละลาย เกิดการเลิกจ้างหลายแสนอัตรา รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 800,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูสถาบันการเงิน ป้องกันระบบธนาคารล้มละลาย
ไล่หลังมาในปี 2545 ใน “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 780,000 ล้านบาท เพื่อสะสาง จัดการหนี้สะสมจากปี 2541 และปิดยอดหนี้จากการกู้ยืมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ถัดมาในปี 2552 “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ฟื้นฟูเศรษฐกิจและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับมือวิกฤติซับไพรม์ หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นวิกฤติการเงินในสหรัฐฯที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ถัดมา 2 ปีในปี 2554 สมัย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เสนอออก พ.ร.ก.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ ป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หลังเกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 แต่การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนั้น ติดปัญหาหลายอย่าง มีการยื่นฟ้องร้องศาลปกครอง จนศาลสั่งให้ระงับเพื่อทำประชาพิจารณ์ก่อน ทำให้เบิกจ่ายได้จริงเพียงหลักหมื่นล้าน
จนถึงยุคของ “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ รวม 2 ฉบับ มูลค่าสูงทำลายสถิติที่ 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อสู้วิกฤติโควิด-19 โรคระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ฉบับแรกออกในปี 2563 วางแผนกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ต่อมาในปี 2564 ออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 500,000 ล้านบาท เพื่อยกเครื่องระบบสาธารณสุขไทย จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด การเยียวยาประชาชนภายใต้โครงการเราไม่ทิ้งกัน, คนละครึ่ง, เราชนะ เป็นต้น
การกู้เงินรวม 1.5 ล้านล้านบาทครั้งดังกล่าว มีมูลค่าสูงสุดและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ต้องขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากสัดส่วน 60% เป็น 70% นับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
ในรอบ 30 ปี การกู้เงินของรัฐบาลแต่ละครั้ง มักมีวาทกรรม “หนี้ 7 ชั่วโคตร” ปรากฏขึ้นเสมอ เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลผู้กู้ไม่ต้องใช้หนี้ ภาระจะตกทอดไปยังรัฐบาลชุดต่อๆไป
ณ เดือน มี.ค.2569 ประเทศไทยมีภาระหนี้รวม 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของจีดีพี แบ่งเป็นหนี้ในประเทศ 99.26% และหนี้ต่างประเทศ 0.74%
ทุกการกู้เงินรัฐบาลจะใช้วิธีตั้งงบประมาณประจำปี ทยอยชำระหนี้เงินกู้ โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะทำหน้าที่จัดทำงบประมาณประจำปี เพื่อชำระหนี้เงินต้น ดอกเบี้ย ตามแผนการชำระหนี้ และตามข้อตกลงการกู้เงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพวินัยการคลัง และความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ
5-6 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งงบเพื่อใช้หนี้สม่ำเสมอ ปีงบประมาณ 2564 มีการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ไว้ที่ 293,400 ล้านบาท ปี 2565 มีการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ไว้ที่ 297,700 ล้านบาท ปี 2566 มีการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ไว้ที่ 306,000 ล้านบาท ปี 2567 มีการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ไว้ที่ 346,000 ล้านบาท ปี2568 มีการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ไว้ที่ 410,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 มีการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ไว้ที่ 500,000 ล้านบาท
ขณะที่การกู้เงินเพื่อสู้วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2541 และปี 2545 ถูกโอนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริหารจัดการ โดยใช้กำไรของ ธปท. และเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากสถาบันการเงินมาชำระ ซึ่งปัจจุบันยังคงมียอดหนี้ค้างและต้องผ่อนชำระทุกปี
การหยิบยืมเสริมสภาพคล่องในยามขัดสน เป็นเรื่องสามัญของการบริหารประเทศ ไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ยามจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ชักหน้าไม่ถึงหลัง การกู้คือทางเลือกหนึ่ง แต่ต้นทุนราคาแพงที่ตามมาคือภาระหนี้และดอกเบี้ย โดยเฉพาะเมื่อเป็นหนี้ของประเทศ
....ทุกรัฐบาลและทุกครั้งที่มีการกู้เงิน จึงต้องถูกท้วงติง ตรวจสอบ และตั้งคำถาม.
ทีมเศรษฐกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม