
นางอรมน ทรัพย์ทวีรธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมห่วงใยประชาชนที่นิยมซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ อาจจะซื้อสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ สินค้าปลอม สินค้าเลียนแบบ หรือสินค้าไม่ได้คุณภาพ มาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือชีวิต จึงขอแนะนำ 7 ข้อสังเกตหรือข้อควรระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่
1.ตรวจสอบฉลากและการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เลขทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หมายเลขและเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และเครื่องหมายการค้า
2.ตรวจสอบข้อมูลสินค้า ทั้งชื่อสินค้า วันผลิต วันหมดอายุ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขาย ประเทศแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตสินค้า ตลอดจนตรวจสอบประวัติร้านค้าว่าเปิดมานานหรือไม่
3.ตรวจสอบส่วนประกอบของสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีตำหนิ
4.มีนโยบายคืนสินค้า/คืนเงินชัดเจน
5.ราคาสมเหตุสมผล ไม่ถูกเกินไปเมื่อเทียบกับราคาปกติที่จำหน่ายในท้องตลาด
6.การออกใบเสร็จหรือหลักฐานการสั่งซื้อ
7.ตรวจสอบข้อมูลการรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งมีจุดที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น การโฆษณาหรืออ้างสรรพคุณเกินจริง การจัด Flash Sale ลดราคาอย่างหนักในช่วงระยะเวลาจำกัดมาก การเร่งรัดให้โอนเงิน การปิดบังข้อมูลร้านค้าผู้จำหน่าย การมียอดรีวิวแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นร้านจำหน่ายสินค้าปลอมหรืออาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน
“การจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อหากำไรทางการค้า มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่การปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำเข้า จำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าปลอม หรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร มีโทษตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกัน”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน การขายสินค้าละเมิดได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากหน้าร้านสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะของใช้ในชีวิตประจำวัน และของใช้สำหรับร่างกาย ทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เซรั่ม ครีมกันแดด รองพื้น แป้งพัฟ ครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผม และยาสีฟัน, อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น พาวเวอร์แบงก์ หัวชาร์จเร็ว หูฟังไร้สาย
รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ลำโพงบลูทูธ รางปลั๊กไฟ และไดร์เป่าผม ซึ่งมีการปลอมบรรจุภัณฑ์ฉลากภาษาไทย เครื่องหมายรับรองต่างๆ เช่น เลขทะเบียน อย. เลขมาตรฐาน มอก. ให้ใกล้เคียงกับสินค้าแท้มากขึ้น เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคออนไลน์ที่ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าก่อนสั่งซื้อ และจูงใจผู้ซื้อด้วยราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก โดยสินค้าเหล่านี้ไม่ได้มาตรฐาน มีส่วนประกอบสารเคมีต้องห้าม หรือเกินมาตรฐานที่เป็นอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ เช่น อาการแพ้ ระคายเคืองผิว เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้
“ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เฝ้าระวังและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดย 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 69 (ต.ค.68 – มี.ค.69) จับกุมดำเนินคดีละเมิด ทั้งย่านการค้าและออนไลน์รวม 332 คดี ยึดของกลางได้กว่า 1.3 ล้านชิ้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท และจะเดินหน้าป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดแจ้งเบาะแสทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หรือโทรสายด่วน 1368”