ธปท.ชี้เงินกู้ 4 แสนล้านหนุน GDP

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ธปท.ชี้เงินกู้ 4 แสนล้านหนุน GDP

Date Time: 8 พ.ค. 2569 06:20 น.

Summary

ผู้ว่าธปท.ประเมิน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ช่วยเศรษฐกิจโตเพิ่ม 0.6% ปีนี้โต 2.1% แต่ปีหน้าชะลอลงเหลือ 1.6% เงินเฟ้อพุ่งพรวดทะลุกรอบเป้าหมาย แตะ 3.1% แต่ปีหน้าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะกลับเข้ากรอบที่ 1.4% ยันไทยยังไม่อยู่ใน ภาวะ Stagflation แน่นอน

Latest

GWM เปิดสายการผลิต ORA 5

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่ภาพรวมยังไม่เข้าสู่ภาวะที่เศรษฐกิจโตลดลงมากในขณะที่เงินเฟ้อขึ้นสูงต่อเนื่อง หรือ Stagflation เนื่องจากแม้ว่าแรงกดดันจากราคาน้ำมัน และต้นทุนการผลิต จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในประมาณการของธปท. และในไตรมาสที่ 2-3 ปีนี้อาจจะขยับขึ้นไปเห็นตัวเลข 4-5% ในบางช่วง แต่ ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ในไตรมาสที่ 2 ปีหน้า เมื่ออัตราเงินเฟ้อขึ้นไปและมีแนวโน้มปรับลดลงมาก เราจึงไม่ได้อยู่ในภาวะ Stagflation อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้นก็มีความเสี่ยง Stagflation ที่ต้องติดตาม แต่วันนี้ยังมั่นใจว่ายังไม่อยู่ในภาวะ Stagflation    

ขณะเดียวกัน จากผลของการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้น ธปท.คาดว่าจะมีผลช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.6% จากเดิมที่คาดไว้ 1.5% ขึ้นเป็น 2.1% แต่อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 1.6% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงขึ้น การประเมินนี้ไม่รวมหากจะมีปัจจัยเรื่องอื่นๆ เข้ามา แต่ในเบื้องต้นประเทศไทยยังมีเรื่องดีๆ ที่มีคนเข้ามาสนใจลงทุนเพิ่มขึ้น    

ขณะเดียวกัน แรงกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ที่ประมาณการเดิมไว้ เป็น 3.1% โดยจะสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3 ที่จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส 4,000 บาท แต่ทั้งปีเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นไม่มากนักและปีหน้าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะกลับเข้ากรอบเงินเฟ้อที่ 1.4% โดยในภาพรวมของธปท. มาตรการที่เร่งรัดต่อเนื่องคือ การช่วยให้ภาคธุรกิจและเอสเอ็มอีมีสภาพคล่องเพิ่ม ขณะเดียวกัน ธปท.อยู่ระหว่างติดตามเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ ซึ่งปัจจุบันใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งแบบฟ้า และแบบส้ม ก็จะนำมาใช้ได้    

“ต้องยอมรับว่า การขยายสินเชื่อโดยสถาบันการเงิน คงจะขยายตัวได้ตามเศรษฐกิจ สถาบันการเงินน่าจะมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น แต่ ธปท.ต้องการช่วยกลุ่มที่จำเป็นต้องได้สินเชื่อ โดยตอนนี้ในส่วนของโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” จะมีการขยายให้ครอบคลุมธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้มากขึ้น นอกจากนั้น ในส่วนการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ ในส่วนที่จะช่วยให้รายย่อย และเอสเอ็มอี ลดต้นทุนลงได้ จะเสร็จในเดือน พ.ค.นี้ และคาดว่าจะเริ่มลดค่าธรรมเนียมได้ในเดือน ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในส่วนค่าธรรมเนียมของบริษัทให้สินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งขณะนี้ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ความเสี่ยงสูง เราอาจจะต้องพิจารณาไม่ให้กระทบกับการทำธุรกิจหลักด้วย”

ต่อข้อถาม เรื่องการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) 3 รายในขณะนี้นั้น ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ความคืบหน้า Virtual Bank ทั้ง 3 ราย จะต้องจัดตั้งภายใน 1 ปี แต่ทั้งนี้ มีโอกาสที่จะขยายเวลาจัดตั้งได้อีก 1 ปี และเชื่อมั่นว่า ภายในสิ้นปีนี้จะจัดตั้งได้ 2 แห่งเป็นอย่างน้อย ส่วนกรณีที่เป็นข่าวอยู่ เชื่อว่าทุกแห่งพยายามปฏิบัติตามเกณฑ์ และธปท. จะต้องมาพิจารณาสิ่งที่เหมาะสม และเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ