
ธ.ก.ส. มุ่งมั่นสู่ธนาคารภาคการเงินชนบทที่ทันสมัย เป็นที่พึ่งของเศรษฐกิจฐานรากไทย ย้ำว่าแคมเปญช่วยเหลือเกษตรกรแบบเหวี่ยงแห ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ เพราะเกษตรกรก็ยังคงวนเวียนอยู่ในภาวะหนี้เรื้อรัง เดินหน้าเฟ้นหาเกษตรกรรุ่นใหม่ หวังสร้างความแข็งแกร่งให้ชนบท
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Climate Change) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตทั่วโลก ขณะที่ปัญหาใหญ่ที่สุด คือ หนี้สินครัวเรือนที่สะสมมานาน โดยเฉพาะหนี้สินของเกษตรกร ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การใช้แคมเปญช่วยเหลือเกษตรกรแบบเหวี่ยงแห ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ สุดท้ายเกษตรกรก็ยังวนเวียนอยู่ในภาวะหนี้เรื้อรัง
สำหรับทิศทางที่ต้องการเห็น ธ.ก.ส. ก้าวเดินต่อไป ในปีบัญชี 2569 - 2571 เพื่อให้เป็นธนาคารภาคการเงินชนบทที่ทันสมัย ต้องรักษาความสมดุลใน 3 มิติ คือ 1.เป็นธนาคารที่แข็งแรง 2.พัฒนาชนบท 3.อยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยจะเป็นสถาบันการเงินที่เป็นที่พึ่งของเศรษฐกิจฐานรากไทยอย่างแท้จริง ขณะที่พนักงาน ธ.ก.ส. จะต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญทางธุรกิจที่เข้าใจธุรกิจในเชิงลึก สามารถช่วยลูกค้าให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
.ธ.ก.ส. เฟ้นหาเกษตรกรพันธุ์ใหม่
ธ.ก.ส. จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสมดุลและความแข็งแรงของพอร์ตสินเชื่ออย่างจริงจังและการแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังที่ต้องออกแบบให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตรงจุด ตรงกลุ่มลูกค้า และที่สำคัญคือ ธ.ก.ส.ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ด้วยการจัดกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจะมีเกษตรกรรุ่นเก่า เพราะไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย กลุ่มนี้ ธ.ก.ส. จะไม่เน้นที่การขยายสินเชื่อใหม่ที่จะเป็นการเพิ่มภาระหนี้ แต่จะเน้นไปที่การฟื้นฟูศักยภาพ และใช้มาตรการจูงใจชำระหนี้ เพื่อช่วยให้เกษตรกรปิดจบหนี้ หรือปลดหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรุ่นเก่าที่ยังคงมีศักยภาพ ธ.ก.ส.พร้อมสนับสนุนทั้งวงเงินสินเชื่อและเพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ยังคงสร้างรายได้และเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
สำหรับกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ธ.ก.ส. จะมุ่งเน้นไปที่การเฟ้นหาเกษตรกรพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทายาทเกษตรกรที่ใช้เทคโนโลยีได้คล่องตัว หรือแม้แต่กลุ่มคนเมืองที่อยากผันตัวมาทำการเกษตร สิ่งที่ ธ.ก.ส. มองหาไม่ใช่แค่เกษตรกรที่ปลูกพืชเก่ง แต่ต้องเป็นเกษตรกรที่มีความคิดทางธุรกิจ รู้จักสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่า นอกจากการปล่อยสินเชื่อแล้ว ธ.ก.ส.จะเข้าไปช่วยในเชิงการหาตลาด สนับสนุนช่องทางการขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมบริการการเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจ สร้างระบบนิเวศในชุมชน เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ให้เกษตรกรใช้เป็นฐานในการต่อยอดและยกระดับสินค้าระหว่างกัน และสามารถเติบโตเป็นผู้ประกอบการเกษตรได้อย่างแท้จริง
.ใช้ AI ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร
นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้น ธ.ก.ส. จึงเดินหน้าสู่การสร้าง AI ecosystem ทั้งในและนอกองค์กร โดยแผนงานช่วงปีบัญชี 2569 – 2571 จะเน้นการใช้AIงานในโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการแล้วจริง อาทิ โครงการชะลอข้าวดิจิทัล และโครงการที่อยู่ระหว่างทดลอง เช่น AI Credit Scoring และการอนุมัติสินเชื่อสำหรับสินเชื่อเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงแม่นยำมากยิ่งขึ้น จึงใช้ AI ตรวจสอบเอกสารสินเชื่อ เพื่อลดขั้นตอนด้านเอกสาร และใช้ AI ช่วยงานในระบบ ESS (Employee Self Service) เพื่อช่วยในเรื่องการสอบทานความถูกต้องของเอกสาร เป็นต้น
“ในยุคที่ AI เบ่งบาน จึงไม่ใช่แค่การทำโครงการไอที แต่คือการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้เกษตรกรเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะ ธ.ก.ส. ไม่ได้ต้องการใช้ AI มาแทนคน แต่ใช้แนวคิดนำ AI มาลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ปลดล็อกศักยภาพให้พนักงานสาขามีเวลาลงพื้นที่ไปพูดคุยและดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI และธนาคารไร้สาขามอบให้ไม่ได้ และเป้าหมายของ ธ.ก.ส. ไม่ใช่การเป็นธนาคารที่ทันสมัยที่สุดด้านเทคโนโลยี แต่คือการเป็นธนาคารที่เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยปลดล็อกศักยภาพและอยู่รอดได้ในยุคปัจจุบัน”
นายฉัตรชัย กล่าวว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการ ธ.ก.ส. และได้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียง “แหล่งเงินกู้ควบคู่การพัฒนา” มาเป็น “แกนกลางการเกษตร” ซึ่ง ธ.ก.ส. เข้าไปดูแลเกษตรกรในทุกมิติ ตั้งแต่การให้เงินทุน สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมความรู้ไปจนถึงการหาตลาด ให้ลูกค้ามีรายได้เพิ่มและมีเงินเหลือสำหรับการออมเงิน
นอกจากนี้ยังได้ให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ และกลุ่มอาชีพ สะท้อนความพยายามการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และเชื่อมโยงการเงินเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าในภาคเกษตร อีกทั้งนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ตามบริบทของเกษตรกร เห็นได้จากการพัฒนาแอปพลิเคชัน BAAC ที่เน้นความเข้าใจง่าย เข้าถึงได้จริง และช่วยลดต้นทุนชีวิต มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานที่มากเกินไปและไม่สามารถใช้งานได้จริง
.ปี68 ปั๊มกำไร 8,378 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการปีบัญชี 2568 (เม.ย.2568-มี.ค.2569) ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ ธ.ก.ส. เผชิญความท้าทายอย่างหนัก แต่ยังสามารถรักษาสมดุลไว้ได้ มีรายได้รวม 105,347 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8,378 ล้านบาท ยอดสินเชื่อรวม 1.7 ล้านล้านบาท ส่วนเงินฝาก เติบโตได้สูงกว่า 120,000 ล้านบาท โดยสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ และพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าคนเมืองและลูกค้า Gen ใหม่ ด้วยเงินฝากดิจิทัล และเงินฝากที่มีอัตราดอกเบี้ยจูงใจ และลูกค้าวัยเกษียณที่มีเงินออมสูง
ส่วนปีบัญชี 2569 ธ.ก.ส. ไม่ได้มองแค่เรื่องเติบโตเพียงอย่างเดียว เพราะจากทั้งสถานการณ์ภายนอก ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ดังนั้นในมิติของสินเชื่อ ธ.ก.ส. ยังคงตั้งเป้าการเติบโตไว้อย่างระมัดระวัง เน้นการขยายตัวในพอร์ตสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กลุ่มผู้มีรายได้ประจำ ควบคู่ไปกับสินเชื่อสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมถึงจะมุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร จัดหาตลาดซื้อขายสินค้า เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เพียงพอในการดำรงชีพ และการชำระหนี้ ซึ่งก็จะส่งผลต่อการจัดการหนี้เสียให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้
“การทำกำไรสูงสุดไม่ใช่เป้าหมายหลักของ ธ.ก.ส. แต่ต้องทำกำไรได้อย่างยั่งยืน คือลูกค้าอยู่ได้ ธ.ก.ส. อยู่ได้ มีกำไรที่เพียงพอต่อการนำไปสนับสนุนโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรให้กลับมายืนได้ด้วยตัวเอง และยังคงมีกำไรเพียงพอต่อการลงทุนพัฒนาคน พัฒนาระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจการเงินการธนาคาร”