
เมื่อ "ไทย" กำลังขยับสู่การเป็น "หลุมหลบภัยของเศรษฐีโลก" ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน เจาะลึกทำไมมหาเศรษฐีทั่วโลกถึงมองอสังหาฯ ไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ในวันที่สมรภูมิเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกเต็มไปด้วยความผันผวน นิยามของ “ความมั่งคั่ง” สำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีระดับโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินทรัพย์ที่เหล่าคนรวยเสาะแสวงหาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินสูงเท่านั้น แต่ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มาพร้อมกับ “ความมั่นคง” และ “คุณภาพชีวิต” ด้วย
สภาวะดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านรายงาน Country Wealth Flows โดย Henley & Partners ที่ศึกษาการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่ง (ลงทุนมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป) พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าในปี 2568 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ครองแชมป์อันดับ 1 ประเทศที่มีกลุ่มคนรวยย้ายเข้าไปใช้ชีวิตมากที่สุด รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา และอิตาลี
ขณะที่ประเทศไทย ความร้อนแรงยังคงไม่แผ่ว โดยติดอันดับ Top 14 ของโลก ที่กลุ่มมหาเศรษฐีเลือกเป็นจุดหมายในการย้ายพำนัก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันว่าประเทศไทยมีแรงดึงดูดเชิงยุทธศาสตร์ที่ "มากกว่า" แค่การเป็นเมืองท่องเที่ยว
คำถามคือ แล้วอะไร ได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยขยับขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลัก?
เจาะมุมมองของแสนสิริในฐานะ "Trend Setter" ที่คลุกคลีกับการไหลเข้าของทุนต่างชาติ (Foreign Inflow) โดย “ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ” ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ไว้ว่า ไทยกำลังยกระดับสู่การเป็น “Global Safe Asset” หรือสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก เนื่องจากกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ยุคใหม่ ไม่ได้เลือกที่อยู่อาศัยเพียงแค่ตัวอาคาร แต่พิจารณาจากระบบนิเวศการใช้ชีวิต หรือ Infrastructure of Life ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก (Global Wealth Ecosystem) ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว”
มุมมองเรื่อง "หลุมหลบภัยของโลก" (The World’s Last Safe Haven) ไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่มีตัวเลขรองรับ โดยรายงานจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศในปี 2568 (มกราคม - ธันวาคม) ที่ยังคงเติบโตสวนกระแสกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ กลุ่มอินเดีย มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดถึง 6.9 ล้านบาท และมีพื้นที่เฉลี่ยต่อหน่วยใหญ่ที่สุดคือ 75.7 ตร.ม. สะท้อนถึงดีมานด์จริงในกลุ่มที่พักอาศัยระดับพรีเมียมขนาดใหญ่เพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว
โดยปัจจัยบวกส่วนหนึ่ง ยังมาจาก แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยปิดช่องว่างและเร่งการตัดสินใจของทุนต่างชาติ คือความชัดเจนของภาครัฐผ่าน Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ซึ่งให้สิทธิพำนักยาวถึง 10 ปี พร้อมใบอนุญาตทำงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหลือเพียง 17% สำหรับกลุ่มทักษะสูง โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ 4 กลุ่มหลัก ทั้งผู้มีความมั่งคั่งสูง, ผู้เกษียณอายุ, กลุ่ม Remote Worker และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูหอมหวาน แต่ในมุมมองของมืออาชีพ การจะก้าวเป็น Safe Asset ที่แท้จริง “ประเทศไทย” ยังต้องเผชิญกับหลายตัวแปรที่ต้องจับตา
สรุปแล้ว การก้าวสู่ Global Safe Asset ของไทยไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง สำหรับนักลงทุนและผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สอง โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การซื้อ "อสังหาฯ" แต่คือการเลือกโครงการที่มี "มาตรฐาน" และ "ผู้พัฒนา" ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าสินทรัพย์นั้นจะปลอดภัยทั้งในแง่มูลค่าและคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
ที่มา : Country Wealth Flows (Henley & Partners) ,REIC , แสนสิริ ,ดีดีพร็อพเพอร์ตี้
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney