
ลุ้น! คลังชงครม.ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันนี้ (5 พ.ค.) จากเดิม 5 แสนล้านบาท เพื่อคุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 68% ของ GDP ส่วนแจกเงิน 30 ล้านคนละ 4 พันบาทในรูปแบบ “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% เข้า ครม. 12 พ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พ.ค.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอให้พิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาตั้งรับวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว
โดยเหตุผลที่กำหนดวงเงินกู้ที่ 400,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 500,000 ล้านบาทนั้น เพราะต้องการส่งสัญญาณบวกแก่นานาชาติและนักลงทุนต่างชาติ ว่ารัฐบาลไทยเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง จะไม่เปิดวงเงินกู้แบบไร้เป้าหมาย ซึ่งผ่านความเห็นชอบของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยแล้ว นอกจากนี้ เพื่อทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยับไปอยู่ที่ 68% ยังไม่เกินเพดานที่ 70% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังประเมินเผื่อไว้ว่า หากอนาคต สถานการณ์วิกฤติยืดเยื้อและมีความจำเป็น รัฐบาลพร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก
ส่วนสาเหตุที่เร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนนี้ เพราะไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจนเกิดวิกฤติที่แท้จริง และวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบผลิตสินค้าขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤติของแพง หากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุด คือ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันพร้อมกับมีอัตราเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation
สำหรับเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนั้น จะแบ่งสัดส่วนเป็น 50:50 ระหว่างการบรรเทาผลกระทบและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่น สามารถโยกย้ายได้ตามสถานการณ์ โดยวงเงินส่วนแรก 200,000 ล้านบาท มุ่งเยียวยากลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยจะใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบ 30 ล้านคนละ 4,000 บาท ล่าสุด กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรัดกุมและคุ้มค่าที่สุด และเตรียมนำเสนอเข้า ครม. วันที่ 12 พ.ค.69 หลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบแล้ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตรียมรื้อระบบเปิดลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพราะฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ทบทวนมา 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือตามสิทธิ์ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท ขณะที่วงเงินส่วนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท จะลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยกรอบเวลาการใช้เงินกู้วันที่ 30 ก.ย.70