
การกลับมารอบที่ 2 ของ “รัฐบาลอนุทิน” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ภายใต้เงาทะมึนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังเข้าสู่ “ภาวะวิกฤติ” จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยเฉพาะสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งทะลุปรอทกระทบต้นทุนการผลิต สินค้าต้องปรับขึ้นราคา และจะสร้างความยากลำบากให้กับคนไทยไปอีกหลายปี หากรัฐบาลไม่สามารถพยุงการทรุดตัวของเศรษฐกิจที่เปราะบาง และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้
จึงเป็นภาระสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มาจากหลากหลายพรรคการเมืองที่จะต้องร่วมใจกันเร่งหามาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งมาตรการระยะสั้นในการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อแก้ไข ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่อ่อนแอของประเทศ
“ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์และรวบรวมนโยบายของ 8 กระทรวงเศรษฐกิจที่ล้วนมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายที่จะเป็น “เรือธง” ฟื้นเศรษฐกิจไทย ว่าจะเป็น “ความหวัง” ของคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน ในการฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้
เริ่มต้นจากกระทรวงการคลัง กระทรวงหลักของเศรษฐกิจไทย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ขุนพลเศรษฐกิจรัฐบาล “อนุทิน 2” การกลับ มาครั้งนี้ ท่าม กลางวิกฤติรอบด้าน ตั้งแต่วิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติเศรษฐกิจ และกำลังจะสู่วิกฤติ การคลัง
ดังนั้น “เอกนิติ” จึงต้องงัดกลยุทธ์ อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจัดหนัก จัดเต็ม จัดใหญ่ แบบซุปเปอร์พลัส พลัส ตามสโลแกน “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ควบคู่กับวิกฤติศรัทธา โดยมีมาตรการมานำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติทุกสัปดาห์ เพื่อให้การช่วยเหลือครบทุกภาคส่วน
นโยบายหลักช่วงนี้ เน้นช่วยเหลือประชาชน และพยุงการใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนและฟื้นเศรษฐกิจ แต่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โดยมาตรการแรกเป็นมาตรการกระตุ้นสั้น เห็นผลเร็ว กระจายตัว คือ การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม โดยผู้ได้รับสิทธิ 13.35 ล้าน แต่จะคัดกรองผู้ได้รับสิทธิอย่างเข้มข้น ต้องมีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปีจริง หรือ “เป็นคนรายได้น้อยจริง” เพื่อลบคำครหา และขจัดกลุ่มคน “จนไม่จริง แต่ได้รับสิทธิ”
มาตรการที่ 2 คนละครึ่งพลัส ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนเดือน พ.ค.นี้ และใช้จ่ายจริงเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 20 ล้านคน คาดว่า 2 มาตรการนี้จะอัดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท
สำหรับมาตรการที่คาดว่าจะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง คือ มาตรการลดหย่อนภาษี จูงใจคนเข้าสู่ระบบภาษี เช่นเดียวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน หรือโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ นโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เน้นลดคาร์บอน หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด รองรับการใช้พลังงานสะอาด และก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอีก 5-10 ปี ขณะที่มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” เพื่อลดหย่อนภาษี “เอกนิติ” เคยให้สัมภาษณ์ว่า ไม่คุ้มค่าและไม่น่าสนใจอีกต่อไป จึงสั่งการให้กรมสรรพากรศึกษาแนวทางลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ เพื่อจูงใจคนเข้าสู่ระบบภาษี
ส่วนนโยบายเพิ่มจัดเก็บรายได้ “เอกนิติ” มองถึงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% แต่จะขึ้นแบบขั้นบันไดปีละ 1% หรือปรับครั้งเดียวเป็น 10% ต้องรอลุ้นช่วงเดือน ก.ย.69ว่ารัฐบาลจะคง VAT ไว้ที่ 7% หรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายขึ้นภาษีอื่นๆรออยู่ อาทิ ภาษีความเค็ม ภาษีความหวาน ภาษีซื้อขายทอง ภาษีซื้อขายหุ้น
ด้านกระทรวงพาณิชย์ ที่มีแม่ทัพหญิงคนเดิม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” แต่กลับมาครั้งนี้พ่วงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติมด้วยนั้น ได้เร่งเดินหน้านโยบาย 5 ด้านหลัก ที่เน้น “แก้ปัญหาระยะสั้น พลัส ปรับโครงสร้างรองรับระยะยาว” เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ในครั้งนี้
นโยบายแรก คือ ดูแลค่าครองชีพ–สร้างรายได้–ยกระดับชุมชน เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้น จนกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าขนส่ง อาจทำให้ราคาสินค้าบางรายการปรับขึ้นตามต้นทุน แต่ต้องไม่กระทบผู้บริโภคมากเกินไป ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องอยู่รอด และสินค้าไม่ขาดแคลน
กระทรวงพาณิชย์จึงผลักดันสินค้า “ไทยช่วยไทย” ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ระยะแรกมีสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นที่เป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ และแบรนด์รองกว่า 3,000 รายการ ลดสูงสุด 58% ผ่านห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 4,500 สาขา และห้างค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ
พร้อมเพิ่มช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงขยายสินค้าไปสู่สินค้าเกษตร สินค้าของผู้ผลิตท้องถิ่น และสินค้า SMEs 2,000 ราย โดยแพลตฟอร์มไม่เก็บค่าส่วนแบ่งการขาย (GP) จาก SMEs 1 เดือน และเตรียมเปิดขายสินค้าไทยช่วยไทยเพิ่มเติม ณ ที่ว่าการอำเภอ กว่า 878 แห่งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ ในระยะต่อไปจะเชื่อมโยงสินค้าไทยช่วยไทยเข้ากับโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ส่วนพื้นที่ห่างไกล เตรียมใช้รถเร่/รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า 5,000 คัน เคลื่อนที่ไปขายสินค้าสู่ประชาชน ซึ่งรัฐจะช่วยค่าน้ำมันให้คันละ 1,500-3,000 บาทต่อเดือน คาดจะเริ่มสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.นี้ อีกทั้งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรด้วย “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ที่จะเริ่มสิ้นเดือน เม.ย.นี้ และ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ระยะถัดไป
ขณะที่นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จะพัฒนาสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ส่วนนโยบายสร้างความเข้มแข็ง SMEs/ชุมชน จะดำเนินการ เช่น ยกระดับศักยภาพ SMEs ป้องกันและปราบปรามนอมินี ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและแอบอ้างถิ่นกำเนิดไทย สนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุน
ด้านนโยบายสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างสมดุลทุกมิติ ทั้งผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าบริการ เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งไทย–สหภาพยุโรป ไทย–เกาหลีใต้ ขยายการค้าบริการ และสุดท้ายนโยบายยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกธุรกิจ สร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี
การกลับมานั่งเจ้ากระทรวงคมนาคมรอบ 2 อย่างเต็มภาคภูมิ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ยืนยันว่า นโยบายเรือธง 3 นโยบายหลักที่จะต้องเร่งรัดให้เกิดขึ้นได้ในรัฐบาล “อนุทิน 2” คือ “นโยบายตั๋วร่วม– โครงการแลนด์บริดจ์–รถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง”
โดย “ตั๋วร่วม” จะเร่งให้เกิดขึ้นและประชาชนสามารถใช้กับรถไฟฟ้าได้ทุกสาย ทุกสี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2570 เป็นต้นไป โดยผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าจะแตะจ่ายค่าโดยสารด้วยบัตรใบเดียว คือ บัตร EMV Contactless เสียค่าโดยสารเริ่มต้น 40 บาทตลอดวันเท่านั้น
นอกจากนั้น ปีงบประมาณ 2570 จะเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณกว่า 104,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 3 โครงการ ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว ได้แก่ 1.รถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ 3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท
รวมถึง “โครงการแลนด์บริดจ์” ที่ได้ศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลก่อน ภายใต้การผลักดันของ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม และผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้ว่า โครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน และมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
“โครงการแลนด์บริดจ์มีความสำคัญมาก จะต้องเร่งดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปีนี้ โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั่วประเทศ ถ้าเกิดทัวร์ลง ผมจะบอกว่า โครงการมีความจำเป็นจริงๆ คุ้มค่าการลงทุน และช่วยสร้างอาชีพ ไม่น้อยกว่า 200,000 คน”
มาต่อกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงริเริ่มแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อเกษตรกรไทย” โดยพัฒนาภาคเกษตรครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนสู่ “เกษตรอัจฉริยะ” และ “เกษตรแม่นยำ” ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
โดยมีนโยบายเร่งด่วน 5 แนวทาง คือ แนวทางแรก ยกระดับการผลิต โดยใช้ Big Data เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาลดต้นทุน แนวทางที่ 2 เพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า ควบคู่กับการผลักดันผู้ให้บริการทางการเกษตร (ASP) ระดับชุมชน เพิ่มรายได้ด้วยการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ
แนวทางที่ 3 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร แนวทางที่ 4 ตลาดนำการผลิต ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ แนวทางที่ 5 บริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่การวางแผนระดับลุ่มน้ำ การเพิ่มแหล่งกักเก็บ การใช้ข้อมูลน้ำอย่างแม่นยำ เพื่อรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาวและจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อราคาพลังงานและปัจจัยการผลิต จึงกำหนดมาตรการเร่งด่วน 6 ด้านรับมือ ได้แก่ ด้านปัจจัยการผลิต เร่งบริหารจัดการปุ๋ย ปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีและชีวภาพเป็น 70:30 เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ ล่าสุด เจรจากับรัฐบาลรัสเซียแล้ว และพร้อมส่งให้ไทย รวมทั้งประสานมาตรการช่วยเหลือน้ำมันในการขนส่งสินค้าเกษตร
สำหรับด้านบริหารจัดการสินค้าเกษตร เร่งแก้ไขคอขวดการส่งออกผลไม้ และพัฒนา Digital Traceability สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพและความปลอดภัย ด้านบริหารจัดการน้ำ เร่งพัฒนาระบบติดตามสถานการณ์น้ำเรียลไทม์ รองรับความเสี่ยงเอลนีโญ เร่งโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ขณะที่ด้านการบริหารจัดการดินและที่ดิน จะมอบสิทธิทำกิน ขยายพื้นที่เกษตรปลอดการเผา
ส่วนด้านการส่งเสริมทักษะเกษตรกร จะสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ ยกระดับทักษะเกษตรกรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายแก้ไขปัญหา PM 2.5 ส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็น Biomass และ Biogas
การกลับคืนสู่ตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ในสมัยที่ 2 ของ “ไชยชนก ชิดชอบ” ครั้งนี้มี “แนน บุญย์ธิดา สมชัย” รมช.ดีอี เข้ามาช่วยเสริมทัพอีกแรงนั้น ยังคงเดินหน้าปราบสแกมเมอร์ ซึ่งแม้ลดจำนวนลง แต่ยังเป็นปัญหากระทบจิตใจเหยื่อผู้ถูกหลอกลวงอย่างรุนแรง
กระทรวง DE จึงจะกวาดล้างต่อไป โดยมีแผนยกเครื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง ภายใต้หลักการที่นอกจากป้องกันและปราบปรามให้เท่าทันพฤติกรรมโจรแล้ว ยังเพิ่มอำนาจรัฐในการตอบโต้ ต่อกรกับแก๊งสแกมเมอร์ด้วย นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันภัยธรรมชาติ
แต่ภารกิจใหม่ที่เพิ่งประกาศออกมาในวันแถลงนโยบาย คือ การดึงสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ซึ่งปัจจุบันอยู่ใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีให้กลับมาอยู่ใต้สังกัดกระทรวง DE อีกครั้ง เพื่อให้ DE มีอำนาจบูรณาการงานดิจิทัลของรัฐบาลในองค์รวมทั้งหมด และยังสามารถนำแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งปัจจุบันมีคนอยู่ในระบบ 30 ล้านคน เข้ามาอยู่ในการกำกับดูแลด้วย
ตลอดจนเพิ่มการกำกับดูแลแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ ที่จะมีแผนชัดเจน “ไชยชนก” บอกว่า “ก่อนหน้านี้เราปล่อยให้เขาเข้ามาทำอะไรก็ได้ แต่ขณะนี้ประเทศกำลังมีวิกฤติ ทุกประเทศต้องมองผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก จึงเป็นโอกาสเหมาะที่เราจะสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาลดค่า GP ที่แพลตฟอร์มเก็บจากร้านค้า ไรเดอร์, การเก็บภาษี รวมทั้งการกำหนดค่าบริการ โดยเฉพาะบริการขนส่ง”
ข้ามจากกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า “Passion ของผมคือการตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนความท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจใหม่ของคนไทยทุกคน”
โดยกลไกสำคัญ คือ การตั้ง “คณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย” และ “กองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม” วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SMEs รวมทั้ง Re-Skill-Up-Skill แรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยี สร้างตลาดคาร์บอนเครดิต รองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนของต่างประเทศ
ขณะที่การวางนโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจะยึดหลัก “ONE MIND” รวมพลังทุกหน่วยงานพลิกโฉมกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สื่อสาร และทำงานทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชน ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่
เสาแรก People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามการแก้ไขปัญหาแบบรายเดือน เสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขานรับนโยบายรัฐที่ต้องการเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยจะผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ New Engine ให้เป็นอุตสาหกรรมพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ เปลี่ยนข้าว-ยาง-มัน เป็นสินค้าพรีเมียม ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารทางการแพทย์ของเอเชีย และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมสีเขียว
เสาที่ 3 Legal Reform หรือราชการทันใจ เป้าหมายปรับปรุง 2 กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ได้แก่ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ และเสาที่ 4 Minister’s Passion เช่น สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และคนพิการ และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอีสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
“สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งรับหน้าที่ดูแลกระทรวงซึ่งเป็นทั้งหน้าตา และกลไกหลักในการหารายได้เข้าประเทศ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวว่า “ภารกิจเร่งด่วน คือ ปรับโครงสร้างกระทรวง โดยเตรียมแยกงานท่องเที่ยวออกจากกีฬา เพื่อย้ายไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้ชื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม หวังนำต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งซอฟต์พาวเวอร์ อาหาร ผ้าไทย โบราณสถาน มาสร้างจุดขายแบบไร้รอยต่อ เพื่ออัปเกรดสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่เน้น “รายได้” มากกว่า “จำนวนคน” ตั้งเป้าหมายดันรายได้กลับสู่ระดับ 3 ล้านล้านบาทภายใน 4 ปี”
ขณะเดียวกัน เพื่อรับมือผลกระทบจากตะวันออกกลาง เตรียมคลอดมาตรการระยะสั้น (Quick Win) โดยฟื้นโครงการยอดฮิต อย่างเราเที่ยวด้วยกัน กลับมาใช้ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งที่ผ่านมา โครงการนี้ ลดค่าที่พัก 40% โดยรัฐช่วยจ่ายให้ 40% (สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง/คืน) พร้อมทั้งมีคูปองอาหารท่องเที่ยว
รวมทั้งสนับสนุนมาตรการภาษีเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยว โดยนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวเมืองรองมาลดหย่อนภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก เพื่อกระจายรายได้ นอกจากนี้ จะหารือกับกระทรวงการคลังอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
ส่วนการเก็บค่าธรรมเนียมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Travel Fee) ที่เข้าไทย หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” นั้น “สุรศักดิ์” สนับสนุนจัดเก็บอัตรา 300 บาทสำหรับต่างชาติที่เข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว ดูแลความปลอดภัยและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยยกโมเดล Sayonara Tax ของญี่ปุ่นมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า การเก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง แต่ช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวกลุ่มมีกำลังซื้อสูงให้เข้าไทยมากขึ้น ดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว
หลังเข้ารับตำแหน่ง รมว.พลังงานของ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” แม้ยังไม่ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่ได้ประเดิมงานแรกในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจากที่พุ่งสูงมาก เพราะผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
โดย กบง.มีมติให้อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อุดหนุนราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมัน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงได้ทันที 2.14 บาทต่อลิตร และโรงกลั่นยอมเฉือนกำไรรวมๆแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท
ขณะที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา กบง.มีมติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มเติมจากเดิมที่ลดลงแล้ว 2 บาทต่อลิตร เป็นเพิ่มอีก 3 บาทต่อลิตร รวมลดลงแล้ว 5 บาทต่อลิตร จนถึงวันที่ 9 พ.ค.69 ส่วนวันที่ 10-19 พ.ค.69 จะลดค่าการกลั่นครั้งใหม่ 3 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ทั้งดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลที่ใช้ทั่วไป) และ B20 (น้ำมันดีเซลที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร) โดยเฉพาะดีเซล B7 จากที่เคยขึ้นไปสูงสุด 50.54 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 5 เม.ย.69 ล่าสุดวันที่ 24 เม.ย.69 ลดลงมาอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร หรือลดลง 10.34 บาทต่อลิตร
ส่วนอีกภารกิจสำคัญ คือ เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ ที่คนไทยทั้งประเทศกำลังจับตารอดูว่า จะปฏิรูปในรูปแบบใด และเน้นหนักในเรื่องใด ขณะเดียวกัน ยังคงเดินหน้า “ทีมสุดซอย” ซึ่งเคยแผลงฤทธิ์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมมาแล้ว โดยได้เริ่มปฏิบัติการไล่ตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เช่น คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน ว่าจะจับ “ไอ้โม่ง” ที่มีการ “กักตุน” หรือสำรองน้ำมันผิดปกติหรือไม่.
ทีมเศรษฐกิจ