
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้รายงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ถึงผลการประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ทางเศรษฐกิจฉบับล่าสุด หลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นไทยเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซึ่งประชาชนทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวรับมือวิกฤตใหญ่
โดยผลการประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ สศช. เคยคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (ณ วันที่ 16 ก.พ. 2569) ว่าจะเติบโตได้ 2% ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ปกติ แต่ภาพรวมล่าสุดถูกปรับลดลงอย่างรุนแรง โดยกรณีเหตุการณ์ยืดเยื้อไปอีก 6-9 เดือน อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเติบโตเพียง 0.2% แต่กรณีที่เลวร้ายที่สุดเกิดสงครามมหาอำนาจจะรุนแรงเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้แน่ชัดในขณะนี้
นายดนุชา กล่าวว่า สศช. ได้วิเคราะห์ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามวงจำกัด (สิ้นสุดใน 2 เดือน) จะเกิดการปะทะในหลายพื้นที่และการโจมตีกลับจากอิหร่าน ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบในระยะสั้น และทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล จากความกังวลต่อสถานการณ์ด้านพลังงานโลก โดยแรงกดดันจากราคาน้ำมันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 จะลดลงจากประมาณการในกรณีปกติ และขยายตัวได้เพียง 1.4%
ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยกระดับภูมิภาค (ยืดเยื้อ 3-5 เดือน) จะส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหาย จนอุปทานพลังงานโลกหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และก่อให้เกิดภาวะ Supply Chain Disruption ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นสู่ระดับ 105-115 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นแตะ 4.4% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้า ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 จะชะลอลงอย่างชัดเจน โดยลดลงเหลือขยายตัวเพียง 0.9%
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ 6-9 เดือน การปะทะระหว่างอิหร่านและพันธมิตร กับสหรัฐฯ-อิสราเอล จะส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกว้างและยืดเยื้อต่อเนื่อง จนอุปทานพลังงานโลกไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามปกติ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง (Global Depression) โดยราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับ 135-145 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยจะเร่งตัวสูงขึ้นแตะ 5.8% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 ร่วงลงอย่างหนัก เหลือขยายตัวเพียง 0.2%
ส่วนกรณีเลวร้ายสุด ฉากทัศน์ที่ 4 สงครามมหาอำนาจ หากยุโรป จีน และรัสเซีย เข้าร่วมสงคราม จะเกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารอย่างหนักทั่วโลก เศรษฐกิจโลกจะดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์นี้รุนแรง เกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารในหลายภูมิภาคทั่วโลก ขณะที่ภาคการผลิต การค้า และการขนส่งระหว่างประเทศจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีความรุนแรงเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้แน่ชัดในขณะนี้
นายดนุชา กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ดึงกำลังซื้อของประชาชนให้หดตัวลง "ในภาวะเช่นนี้ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรือเรียกได้ว่ากระตุ้นยังไงก็เอาไม่ขึ้น สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญคือมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และการเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทาน ทุกคนต้องปรับตัว ทั้งภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานอย่างระมัดระวัง รวมถึงภาคประชาชนที่ต้องวางแผนการใช้จ่ายท่ามกลางความผันผวนที่อาจลากยาวกว่าที่คาดคิด”
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ลดลงเหลือ 1.3-1.7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% ธปท.ประเมินไว้ 2 กรณีคือ กรณีที่ 1 จบภายใน 2 สัปดาห์ คาดว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5% กรณีที่ 2 คาดว่าจบภายใน มิ.ย. 2569 โดยมองว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5% ทั้งนี้การประเมินดังกล่าว ยังไม่รวมมาตรการของภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน
“วันนี้นโยบายการเงินยังมีความผ่อนคลายเต็มที่ ธปท.ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เนื่องจากเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการ (Demand) แต่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยจะไปทำลายกำลังซื้อและความต้องการซื้อของคนไทย โดยไม่ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง”
ส่วนแนวทางการปรับปรุงค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสมและช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายนั้น นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมประมาณ 15-17 รายการ เพื่อสร้างมาตรฐานในการกำหนดค่าธรรมเนียมให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น เนื่องจากพบว่า มีหลายค่าธรรมเนียมที่ควรปรับใหม่ให้มีความเหมาะสมกว่าที่ใช้กันอยู่
ยกตัวอย่าง เช่น ค่ารักษาบัญชี เตรียมปรับลดให้เหลือมาตรฐานเดียวกันที่ 20 บาทต่อเดือน จากเดิมบางแห่งคิด 50-500 บาทหากมีเงินต่ำกว่า 2,000 บาทต่อปี ค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบบาทเน็ต (BAHTNET) ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนสูงเตรียมปรับลดจาก 250 บาท เหลือประมาณ 100 บาท เพื่อลดต้นทุนภาคธุรกิจ ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด (Cash Advance) ปัจจุบันบางแห่งอยู่ที่ 3% ซึ่ง ธปท. มองว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยบัตรเครดิต และกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับลด โดยจะเริ่มทำ Public Hearing ในวันที่ 10 เม.ย. หลังจากนั้น จะนำมาปรับปรุงและคาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้
ด้านมาตรการ LTV (Loan-to-Value) เกณฑ์การกำหนดเพดานสินเชื่อที่อยู่อาศัย ผู้ว่าธปท. ยืนยันว่า จะต่ออายุมาตรการ LTV ไปอีก 1 ปี จนถึงมิ.ย. 2570 เพื่อสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัย และภาคอสังหาริมทรัพย์