หวั่นศึกอิหร่านยืดเยื้อทุบจีดีพีเดี้ยง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

หวั่นศึกอิหร่านยืดเยื้อทุบจีดีพีเดี้ยง

Date Time: 10 เม.ย. 2569 06:50 น.

Summary

สศช.กาง 4 ฉากทัศน์พิษสงครามตะวันออกกลาง เขย่าเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เตือนยืดเยื้อ 6-9 เดือน ฉุดจีดีพีปี 69 เหลือโตแค่ 0.2% เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ชี้เศรษฐกิจชะงักแต่เงินเฟ้อพุ่ง “กระตุ้นยังไงก็เอาไม่ขึ้น” รัฐบาลต้องเร่งอุ้มค่าครองชีพ-รับมือพลังงานแพง ด้านผู้ว่าการ ธปท. หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.3-1.7% เซ่นพิษตะวันออกกลาง ยันตรึงดอกเบี้ยยาวช่วยคงกำลังการใช้จ่ายคนไทย เตรียมปรับลดค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีลงเหลือ 20 บาทต่อเดือน ลดค่าธรรมเนียมกดเงินสด พร้อมต่ออายุ LTV ถึง มิ.ย. 70 ช่วยกำลังซื้อบ้าน

Latest

อุตสาหกรรมพลาสติกวิกฤติ “บิ๊กสนั่น” ชี้ราคาเม็ดพลาสติกพุ่งลิ่วดันต้นทุนผลิต

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้รายงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ถึงผลการประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ทางเศรษฐกิจฉบับล่าสุด หลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นไทยเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซึ่งประชาชนทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวรับมือวิกฤตใหญ่    

โดยผลการประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ สศช. เคยคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (ณ วันที่ 16 ก.พ. 2569) ว่าจะเติบโตได้ 2% ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ปกติ แต่ภาพรวมล่าสุดถูกปรับลดลงอย่างรุนแรง โดยกรณีเหตุการณ์ยืดเยื้อไปอีก 6-9 เดือน อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเติบโตเพียง 0.2% แต่กรณีที่เลวร้ายที่สุดเกิดสงครามมหาอำนาจจะรุนแรงเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้แน่ชัดในขณะนี้    

นายดนุชา กล่าวว่า สศช. ได้วิเคราะห์ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามวงจำกัด (สิ้นสุดใน 2 เดือน) จะเกิดการปะทะในหลายพื้นที่และการโจมตีกลับจากอิหร่าน ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบในระยะสั้น และทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล จากความกังวลต่อสถานการณ์ด้านพลังงานโลก โดยแรงกดดันจากราคาน้ำมันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 จะลดลงจากประมาณการในกรณีปกติ และขยายตัวได้เพียง 1.4%    

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยกระดับภูมิภาค (ยืดเยื้อ 3-5 เดือน) จะส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหาย จนอุปทานพลังงานโลกหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และก่อให้เกิดภาวะ Supply Chain Disruption ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นสู่ระดับ 105-115 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นแตะ 4.4% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้า ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 จะชะลอลงอย่างชัดเจน โดยลดลงเหลือขยายตัวเพียง 0.9%    

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ 6-9 เดือน การปะทะระหว่างอิหร่านและพันธมิตร กับสหรัฐฯ-อิสราเอล จะส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกว้างและยืดเยื้อต่อเนื่อง จนอุปทานพลังงานโลกไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามปกติ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง (Global Depression) โดยราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับ 135-145 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยจะเร่งตัวสูงขึ้นแตะ 5.8% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2569 ร่วงลงอย่างหนัก เหลือขยายตัวเพียง 0.2%

ส่วนกรณีเลวร้ายสุด ฉากทัศน์ที่ 4 สงครามมหาอำนาจ หากยุโรป จีน และรัสเซีย เข้าร่วมสงคราม จะเกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารอย่างหนักทั่วโลก เศรษฐกิจโลกจะดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์นี้รุนแรง เกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารในหลายภูมิภาคทั่วโลก ขณะที่ภาคการผลิต การค้า และการขนส่งระหว่างประเทศจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีความรุนแรงเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้แน่ชัดในขณะนี้    

นายดนุชา กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ดึงกำลังซื้อของประชาชนให้หดตัวลง "ในภาวะเช่นนี้ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรือเรียกได้ว่ากระตุ้นยังไงก็เอาไม่ขึ้น สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญคือมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และการเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทาน ทุกคนต้องปรับตัว ทั้งภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานอย่างระมัดระวัง รวมถึงภาคประชาชนที่ต้องวางแผนการใช้จ่ายท่ามกลางความผันผวนที่อาจลากยาวกว่าที่คาดคิด”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ลดลงเหลือ 1.3-1.7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% ธปท.ประเมินไว้ 2 กรณีคือ  กรณีที่ 1 จบภายใน 2 สัปดาห์ คาดว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5% กรณีที่ 2 คาดว่าจบภายใน มิ.ย. 2569 โดยมองว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5% ทั้งนี้การประเมินดังกล่าว ยังไม่รวมมาตรการของภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน    

“วันนี้นโยบายการเงินยังมีความผ่อนคลายเต็มที่ ธปท.ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เนื่องจากเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการ (Demand) แต่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยจะไปทำลายกำลังซื้อและความต้องการซื้อของคนไทย โดยไม่ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง”    

ส่วนแนวทางการปรับปรุงค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสมและช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายนั้น นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมประมาณ 15-17 รายการ เพื่อสร้างมาตรฐานในการกำหนดค่าธรรมเนียมให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น เนื่องจากพบว่า มีหลายค่าธรรมเนียมที่ควรปรับใหม่ให้มีความเหมาะสมกว่าที่ใช้กันอยู่    

ยกตัวอย่าง เช่น ค่ารักษาบัญชี  เตรียมปรับลดให้เหลือมาตรฐานเดียวกันที่ 20 บาทต่อเดือน จากเดิมบางแห่งคิด 50-500 บาทหากมีเงินต่ำกว่า 2,000 บาทต่อปี ค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบบาทเน็ต (BAHTNET) ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนสูงเตรียมปรับลดจาก 250 บาท เหลือประมาณ 100 บาท เพื่อลดต้นทุนภาคธุรกิจ ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด (Cash Advance) ปัจจุบันบางแห่งอยู่ที่ 3% ซึ่ง ธปท. มองว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยบัตรเครดิต และกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับลด โดยจะเริ่มทำ Public Hearing ในวันที่ 10 เม.ย. หลังจากนั้น จะนำมาปรับปรุงและคาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้      

ด้านมาตรการ LTV (Loan-to-Value) เกณฑ์การกำหนดเพดานสินเชื่อที่อยู่อาศัย ผู้ว่าธปท. ยืนยันว่า จะต่ออายุมาตรการ LTV ไปอีก 1 ปี จนถึงมิ.ย. 2570 เพื่อสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัย และภาคอสังหาริมทรัพย์


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ