
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ด้วยการทรานส์ฟอร์มองค์กรแบบพลิกโฉมจากเดิมที่มุ่งเน้นภารกิจเชิงสังคมและการพัฒนาที่พึ่งพางบประมาณจากภาครัฐแบบดั้งเดิม สู่การเป็น "ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน" ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ผนึกกำลังภาคเอกชน และสยายปีกสู่เวทีนานาชาติ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังการปรับตัวครั้งใหญ่นี้ ว่า ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน
เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกยุคใหม่ มูลนิธิฯ ได้บูรณาการสายงานหลักออกเป็น 4 ส่วนอย่างชัดเจน ได้แก่ 1. ธุรกิจเพื่อสังคม (แบรนด์ดอยตุง) 2. การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3. สายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Consulting) และ 4. สายงานปฏิบัติการงานพัฒนา โดยจะเปลี่ยนผ่านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชุมชนแบบดั้งเดิม ซึ่งกำลังทยอยสิ้นสุดภารกิจ ให้เข้ามามีบทบาทในหน่วยธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนที่ต้องการทำโครงการด้านความยั่งยืน
โดยหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการรื้อโครงสร้างธุรกิจหัตถกรรมของแบรนด์ "ดอยตุง" (DoiTung) ม.ล.ดิศปนัดดา ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเดิมว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งานแฟชั่นของดอยตุงขับเคลื่อนด้วยจินตนาการของดีไซเนอร์ที่ผลิตสินค้าออกมาราคาสูง ทำให้ฐานลูกค้าหลักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer อายุ 50-65 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะรอซื้อเฉพาะช่วงที่มีการลดราคาเท่านั้น
“ถ้าตั้งราคา 100 บาทคนไม่ซื้อ แต่ตั้ง 70 บาทคนซื้อ แปลว่าราคาขายที่แท้จริงที่ตลาดรับได้คือ 70 บาท ของเราสูงเกินไป วิธีการแก้ไขคือต้องทำของให้ราคาถูกลงมา เป็นสินค้าระดับ New Entry Level และขยายฐานไปจับกลุ่มลูกค้า Gen Y และ Gen Z ให้ได้"
ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 นี้ มูลนิธิฯ เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ภายใต้แนวคิด "Doi Tung Everyday" ซึ่งจะเปลี่ยนจากการขายเสื้อผ้าเต็มผืนราคาแพง มาเป็นการทำสินค้าชิ้นเล็กที่เข้าถึงง่าย ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระเป๋า เครื่องประดับ และของใช้บนโต๊ะอาหาร พร้อมทั้งนำกลยุทธ์การร่วมมือ มาใช้เป็นสปริงบอร์ดเจาะตลาดวัยรุ่น โดยเตรียมสอดแทรกผ้าดอยตุงเข้าไปทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายยกระดับการผลิตผ้าทอสู่มาตรฐานยุโรป เพื่อรองรับธุรกิจแบบ B2B ส่งขายผ้าทอให้แบรนด์ระดับโลกในอนาคต
ในด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กำลังรุกคืบเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่ง พื้นที่กว่า 280,000 ไร่เป็นฐาน สิ่งที่ทำให้คาร์บอนเครดิตของมูลนิธิฯ โดดเด่นกว่าโครงการทั่วไปในตลาดโลกคือ การประเมินที่ควบรวมมิติทางสังคมและชุมชนเข้าไปอย่างลึกซึ้ง
ม.ล.ดิศปนัดดา เน้นย้ำปรัชญาสำคัญว่า "ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน" วิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ที่นักลงทุนต่างชาติมองหา ล่าสุดมีบริษัทจัดการคาร์บอนเครดิตจากประเทศเยอรมนีชื่อ บริษัท กู๊ด คาร์บอน (Good Carbon) เตรียมนำเม็ดเงินกว่า 10 ล้านยูโร มาลงทุนในโครงการปลูกป่าในประเทศไทย โดยพุ่งเป้าไปที่โครงการระดับชุมชนและคนตัวเล็กโดยตรง ซึ่งหากบรรลุข้อตกลง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะเป็นโครงการแรกที่สามารถนำคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ของไทยไปขายในตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้ คือการผันตัวสู่ธุรกิจที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Consulting) เพื่อให้บริการ ESG Solutions แก่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ซึ่งจุดแข็งที่ทำให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดดเด่นกว่าบริษัทที่ปรึกษาทั่วไป คือการเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ ที่มีข้อมูลเชิงลึกและคนทำงานในพื้นที่จริง เข้ามาอุดช่องโหว่ของภาคเอกชนที่มักเก่งด้านนโยบายแต่ขาดบุคลากรลงมือทำ
โดยเริ่มเข้าไปเป็นที่ปรึกษาแล้ว เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นโปรเจกต์บริหารจัดการและคืนน้ำสู่ธรรมชาติที่กำแพงเพชร , บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เริ่มจากการนำกาแฟดอยตุงเสิร์ฟบนเที่ยวบิน ก่อนจะต่อยอดไปสู่การอบรมผู้บริหารเรื่องความยั่งยืน การจัดการขยะออฟฟิศ และคาร์บอนเครดิต , บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ปรึกษาเรื่องการประเมินผลกระทบต่อชุมชนจากการวางท่อก๊าซในเมียนมา , บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปรึกษาโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในนิคมอุตสาหกรรม และระบบจัดการแยกขยะออฟฟิศ
ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ปรึกษาเรื่องการพัฒนาเครื่องมือประเมินคาร์บอนเพื่อปล่อยสินเชื่อสีเขียว และระบบจัดการแยกขยะออฟฟิศ , บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปรึกษาการทำคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา และการประเมินระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ปรึกษาโครงการป่าชุมชน 20,000 ไร่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน และ ธนาคารออมสิน ปรึกษาโครงการ CSR แบบองค์รวม 10 มิติที่จังหวัดน่าน เช่น โรงงานแปรรูปกาแฟ และธนาคารโรงเรียน เป็นต้น โดยการผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่นี้ จึงถือเป็นการพลิกบทบาทเพื่อดึงเม็ดเงินจากเอกชน มาสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและรักษาป่าไม้ไทยได้อย่างยั่งยืนที่สุด