
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปหารือกับรัฐวิสาหกิจ 15 แห่ง ที่มีศักยภาพ เพื่อพิจารณาแหล่งเงินทางเลือก ในการดำเนินการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยเสนอให้รัฐวิสาหกิจใช้วิธีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ( Infrastructure Fund: IFF ) มาระดมทุนในการลงทุน เนื่องจากงบประมาณรัฐมีอย่างจำกัด เพื่อรัฐบาล จะได้นำเงินดำเนินการมาตรการอื่นๆได้
นอกจากนี้ยังให้เร่งนำการดำเนินการโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ด้วย เพราะถือเป็นเม็ดเงินลงทุน ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยโครงการที่ใช้โครงการ PPP เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10 โครงการ และมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
ดังนั้นทันทีที่เป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการ จะประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เนื่องในภาวะวิกฤตเช่นนี้ หน่วยงานที่ไม่ได้รับผลกระทบคือ ราชการและรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย เร่งรัดการลงทุน เพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในแต่ละปีรัฐวิสาหกิจมีเม็ดเงินลงทุนราว 230,000-240,000 ล้านบาท
จากการติดตามการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจในช่วง 5 เดือนของปีงบประมาณ 69 มีการเบิกจ่ายแล้ว 96,930 ล้านบาท คิดเป็น 41% จากกรอบงบลงทุน 235,722 ล้านบาท โดยสคร.จะกำกับและติดตามให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างใกล้ชิด เพราะถือว่ารัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญมาก ที่ช่วยพยุงและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเผชิญวิกฤตโลก
สำหรับรัฐวิสาหกิจ 5 อันดับแรกที่เบิกจ่ายสูงสุด คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เบิกจ่าย 19,454 ล้านบาท คิดเป็น 55% ของกรอบเงินลงทุน , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 14,479 ล้านบาท คิดเป็น 45% การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 11,873 ล้านบาท คิดเป็น 65% รฟม. 10,833 ล้านบาท คิดเป็น 51% การประปานครหลวง (กปน.) 9,304 ล้านบาท คิดเป็น 43%
ส่วนรัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เบิกจ่าย 8,134 ล้านบาท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 1,682 ล้านบาท องค์การสวนสัตว์ (อสส.) 5 ล้านบาท