
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ อยู่ที่ 1.2-1.6% ลงจากเดิมคาดอยู่ที่ 1.6-2% เงินเฟ้อคาดว่าเติบโต 2-3% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่า อยู่ที่ 0.2-0.7% ขณะที่ ส่งออกยังคงเดิม -1.5% ถึง -0.5% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ทั้งยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภค และความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่อาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่ม เพื่อประคองเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตก็ต้องมีแผนบริหารจัดการต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากสงคราม ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางรวม 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
“ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้อีก หากเหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง”
นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือ การขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและไปถึงผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนได้อย่างเหมาะสม พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน
ดังนั้น จากผลกระทบที่เกิดขึ้น กกร. จึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) เช่น เอสเอ็มอี และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้
“กกร.เชื่อว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal Space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อ เครดิตเรตติ้ง ของประเทศ นอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่ม “กันชน” หรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน”
ทางด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า ผลสำรวจจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 25 แห่ง โดยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 1.72% ปรับเพิ่มเล็กน้อยจากก่อนหน้า ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 80.80 ดอลลาร์/บาร์เรล ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,310–1,570 จุด โดยมีโอกาสปิดสิ้นปีที่ระดับ 1,516 จุด มีแนวโน้มเป็นบวกเล็กน้อย โดยมีปัจจัยบวกหลักมาจากการเมืองในประเทศ (92%) ทิศทางเงินทุนต่างชาติไหลเข้า (76%) ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่ได้รับเสียงสนับสนุนเกินครึ่ง ส่วนปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่าน–อิสราเอล (92%), ราคาน้ำมัน (84%), การลด QE (72%) และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว (60%)