ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก  "คงกระพัน” ชู 2 แผนงานสำคัญขับเคลื่อน ปตท.

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก "คงกระพัน” ชู 2 แผนงานสำคัญขับเคลื่อน ปตท.

Date Time: 2 เม.ย. 2569 06:30 น.

Summary

ปตท. เปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร ปักธง 2 แผนงานสำคัญ ยกระดับธุรกิจ LNG ลุยเดินหน้า ลงทุน CCS รับมือวิกฤตโลกผันผวน ยก

Latest

ปณท.ขึ้นค่า EMS หลังสงกรานต์ ปรับเพิ่ม 3 บาท ตามต้นทุนพลังงานพุ่ง

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมพลังงานโลก ว่า ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา ภารกิจหลักของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ แต่บริบทปัจจุบันมีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคา ความไม่แน่นอนด้านนโยบายพลังงานของมหาอำนาจ รวมทั้งแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เดินหน้าสร้างสมดุล 2 เครื่องยนต์หลัก
    การขับเคลื่อนองค์กรในระยะต่อไป ปตท.จะสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวาง 2 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1.การยกระดับธุรกิจ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก และ 2.การผลักดันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ในอดีตก๊าซธรรมชาติ มักถูกมองเป็นเพียงเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Fuel) ระหว่างฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน แต่ในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติ กลายเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination Fuel) ของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งยังต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพ และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าถ่านหินและน้ำมัน
    “ภายใต้บริบทดังกล่าว ปตท. จึงวางเป้าหมายยกระดับธุรกิจ LNG จากปริมาณการค้าในปัจจุบัน 2 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และขยายเป็น 15 ล้านตันในปี 2578 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก ซึ่งหัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้ คือการใช้โมเดล Asset Back หรือการอาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ คลังรับ-จ่าย LNG และการบริหารจัดการพลังงาน มาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก”
     ในเชิงซัพพลาย ปตท. พิจารณาการลงทุนในแหล่งผลิตสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ฝั่งดีมานด์ จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง
    “เราต้องมีทั้งธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ตลงทุน และลดความผันผวน การมีสินทรัพย์รองรับจริงจะช่วยบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดสปอตได้ดีกว่า โมเดลเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว”
ตั้งเป้าก้าวสู่เทคโนโลยี CCS เต็มพิกัด
นายคงกระพัน กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของเรา คือความสามารถการบริหารจัดการเที่ยวเรือ LNG หรือการแลกเปลี่ยนการขนส่ง (Switching Cargoes) ระหว่างภูมิภาคตามภาวะราคา เช่น การโยกซัพพลายจากเอเชียไปยุโรปในช่วงที่ตลาดสหภาพยุโรปมีความต้องการสูงและราคาดีกว่า ซึ่งจะช่วยสร้างกำไรส่วนเพิ่ม (Upside) และกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
“โลกพลังงานหลังวิกฤติในตะวันออกกลางและยูเครน สะท้อนให้เห็นว่า LNG กลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ การมีพอร์ตที่ยืดหยุ่นจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น แต่ขณะเดียวกัน เราจะทำควบคู่กับการเสริมความมั่นคงพลังงาน ปตท. จึงเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี CCS เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ”
ประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยกลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน
โครงการนำร่องของ ปตท. คือ การสร้างแหล่งเก็บกัก (Sandbox) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายสู่พื้นที่อื่นในอ่าวไทย มีศักยภาพรวม 5-10 ล้านตันต่อปี รูปแบบเป็นการกักเก็บจะใช้ทั้งหลุมก๊าซธรรมชาติเก่าที่หมดสภาพ ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) ซึ่งรองรับปริมาณคาร์บอนขนาดใหญ่ในระยะยาวได้ และหากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการเก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Hub) ของภูมิภาคเอเชีย รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
ล่าสุดประเทศสิงคโปร์ได้แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ขณะที่ ปตท. อยู่ระหว่างหารือกับญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและศึกษาโมเดลธุรกิจร่วมกัน แม้ภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค แต่ข้อจำกัดด้านกฎหมาย การอนุญาต และโครงสร้างแรงจูงใจ ยังเป็นคอขวดสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เปิดข้อเสนอ “รัฐบาลชุดใหม่” หนุนพลังงานไทย
    สำหรับข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลชุดใหม่ ของ ปตท. คือ 1. ความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้พื้นที่ใต้ดินระยะยาว, กรอบความรับผิดชอบ (Liability) หลังการปิดหลุมกักเก็บ และมาตรฐานการติดตามและตรวจสอบ (Monitoring & Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน 2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน รัฐจึงควรสร้างสมดุลระหว่างบทลงโทษและแรงจูงใจ อาทิ กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว, จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนสำหรับโครงการนำร่อง, เปิดทางให้โครงการ CCS สร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล
    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญๆ เช่น 1. ความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้พื้นที่ใต้ดินระยะยาว, กรอบความรับผิดชอบ (Liability) หลังการปิดหลุมกักเก็บ และมาตรฐานการติดตามและตรวจสอบ (Monitoring & Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน 2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน รัฐจึงควรสร้างสมดุลระหว่างบทลงโทษและแรงจูงใจ อาทิ กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว, จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนสำหรับโครงการนำร่อง, เปิดทางให้โครงการ CCS สร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล
     “ถ้ากลไกไม่ชัดเจน เอกชนจะประเมินความเสี่ยงสูงและชะลอการลงทุน แต่ถ้ารัฐบาลวางกรอบชัดเจน ประเทศไทยจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ได้ทันที”


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ