
ปตท. เปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร ปักธง 2 แผนงานสำคัญ ยกระดับธุรกิจ LNG ลุยเดินหน้า ลงทุน CCS รับมือวิกฤตโลกผันผวน ยก
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมพลังงานโลก ว่า ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา ภารกิจหลักของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ แต่บริบทปัจจุบันมีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคา ความไม่แน่นอนด้านนโยบายพลังงานของมหาอำนาจ รวมทั้งแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เดินหน้าสร้างสมดุล 2 เครื่องยนต์หลัก
การขับเคลื่อนองค์กรในระยะต่อไป ปตท.จะสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวาง 2 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1.การยกระดับธุรกิจ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก และ 2.การผลักดันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ในอดีตก๊าซธรรมชาติ มักถูกมองเป็นเพียงเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Fuel) ระหว่างฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน แต่ในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติ กลายเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination Fuel) ของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งยังต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพ และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าถ่านหินและน้ำมัน
“ภายใต้บริบทดังกล่าว ปตท. จึงวางเป้าหมายยกระดับธุรกิจ LNG จากปริมาณการค้าในปัจจุบัน 2 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และขยายเป็น 15 ล้านตันในปี 2578 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก ซึ่งหัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้ คือการใช้โมเดล Asset Back หรือการอาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ คลังรับ-จ่าย LNG และการบริหารจัดการพลังงาน มาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก”
ในเชิงซัพพลาย ปตท. พิจารณาการลงทุนในแหล่งผลิตสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ฝั่งดีมานด์ จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง
“เราต้องมีทั้งธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ตลงทุน และลดความผันผวน การมีสินทรัพย์รองรับจริงจะช่วยบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดสปอตได้ดีกว่า โมเดลเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว”
ตั้งเป้าก้าวสู่เทคโนโลยี CCS เต็มพิกัด
นายคงกระพัน กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของเรา คือความสามารถการบริหารจัดการเที่ยวเรือ LNG หรือการแลกเปลี่ยนการขนส่ง (Switching Cargoes) ระหว่างภูมิภาคตามภาวะราคา เช่น การโยกซัพพลายจากเอเชียไปยุโรปในช่วงที่ตลาดสหภาพยุโรปมีความต้องการสูงและราคาดีกว่า ซึ่งจะช่วยสร้างกำไรส่วนเพิ่ม (Upside) และกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
“โลกพลังงานหลังวิกฤติในตะวันออกกลางและยูเครน สะท้อนให้เห็นว่า LNG กลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ การมีพอร์ตที่ยืดหยุ่นจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น แต่ขณะเดียวกัน เราจะทำควบคู่กับการเสริมความมั่นคงพลังงาน ปตท. จึงเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี CCS เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ”
ประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยกลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน
โครงการนำร่องของ ปตท. คือ การสร้างแหล่งเก็บกัก (Sandbox) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายสู่พื้นที่อื่นในอ่าวไทย มีศักยภาพรวม 5-10 ล้านตันต่อปี รูปแบบเป็นการกักเก็บจะใช้ทั้งหลุมก๊าซธรรมชาติเก่าที่หมดสภาพ ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) ซึ่งรองรับปริมาณคาร์บอนขนาดใหญ่ในระยะยาวได้ และหากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการเก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Hub) ของภูมิภาคเอเชีย รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
ล่าสุดประเทศสิงคโปร์ได้แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ขณะที่ ปตท. อยู่ระหว่างหารือกับญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและศึกษาโมเดลธุรกิจร่วมกัน แม้ภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค แต่ข้อจำกัดด้านกฎหมาย การอนุญาต และโครงสร้างแรงจูงใจ ยังเป็นคอขวดสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เปิดข้อเสนอ “รัฐบาลชุดใหม่” หนุนพลังงานไทย
สำหรับข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลชุดใหม่ ของ ปตท. คือ 1. ความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้พื้นที่ใต้ดินระยะยาว, กรอบความรับผิดชอบ (Liability) หลังการปิดหลุมกักเก็บ และมาตรฐานการติดตามและตรวจสอบ (Monitoring & Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน 2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน รัฐจึงควรสร้างสมดุลระหว่างบทลงโทษและแรงจูงใจ อาทิ กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว, จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนสำหรับโครงการนำร่อง, เปิดทางให้โครงการ CCS สร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญๆ เช่น 1. ความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้พื้นที่ใต้ดินระยะยาว, กรอบความรับผิดชอบ (Liability) หลังการปิดหลุมกักเก็บ และมาตรฐานการติดตามและตรวจสอบ (Monitoring & Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน 2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน รัฐจึงควรสร้างสมดุลระหว่างบทลงโทษและแรงจูงใจ อาทิ กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว, จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนสำหรับโครงการนำร่อง, เปิดทางให้โครงการ CCS สร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล
“ถ้ากลไกไม่ชัดเจน เอกชนจะประเมินความเสี่ยงสูงและชะลอการลงทุน แต่ถ้ารัฐบาลวางกรอบชัดเจน ประเทศไทยจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ได้ทันที”