"บางกอกแอร์เวยส์" ขึ้นค่าตั๋ว 1 เม.ย. อั้นได้ไม่เกิน 3 เดือน สงครามไม่จบ อาจปรับขึ้นอีกรอบ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

"บางกอกแอร์เวยส์" ขึ้นค่าตั๋ว 1 เม.ย. อั้นได้ไม่เกิน 3 เดือน สงครามไม่จบ อาจปรับขึ้นอีกรอบ

Date Time: 28 มี.ค. 2569 07:33 น.

Summary

บางกอกแอร์เวย์สปรับขึ้นค่าโดยสารในประเทศ 15-20% และเก็บ Fuel Surcharge 50-60 ดอลลาร์ฯ ต่อเที่ยวบิน เริ่ม 1 เม.ย. 2569

  • ปี 2568 มีรายได้รวม 26,067 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,590.3 ล้านบาท คาดปี 2569 บริการ 48,000 เที่ยวบิน ผู้โดยสาร 4.3 ล้านคน
  • สนามบินสมุยเริ่มปรับปรุงไตรมาส 2/2569 รองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี, สนามบินตราดขยายรันเวย์แล้ว
  • สนามบินอู่ตะเภาเฟสแรกใช้งบ 10,000 ล้านบาท คาดเสร็จปี 2572-2573 รองรับผู้โดยสาร 3 ล้านคนต่อปี
  • บางกอกแอร์เวย์สขอรัฐลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อลดต้นทุน

Latest

น้ำมันแพงยังดีกว่าไม่มีใช้

นายพุฒิพงศ์  ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อทุนราคาน้ำมันของสายการบินอย่างมาก ขณะนี้ต้นทุนในส่วนของน้ำมันสูงขึ้นอีก 30% ดังนั้นทางสายการบินจึงพิจารณาปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 ซึ่งการปรับค่าโดยสารจะปรับขึ้นค่าโดยสารเส้นทางบินภายในประเทศบางเส้นทาง ประมาณ 15 - 20% อาทิ กรุงเทพฯ-สมุย, กรุงเทพฯ-ภูเก็ต และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 

ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศบางเส้นทาง จะมีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ประมาณ 50-60 ดอลลาร์ต่อคนต่อเที่ยว หรือประมาณ 1,600 -1,900 บาทต่อคนต่อเที่ยว อาทิ กรุงเทพฯ-มัลดีฟส์, กรุงเทพฯ-ฮ่องกง และกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เช่นกัน อย่างไรก็ตามจะมีการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือนหลังจากนี้ อาจต้องทบทวนราคาใหม่อีกครั้ง รวมถึงเป้าหมายรายได้และจำนวนผู้โดยสารในปี 2569

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 26,067 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,590.3 ล้านบาท ส่วนปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีบริการเที่ยวบินรวมทั้งปี  48,000 เที่ยวบิน รองรับปริมาณผู้โดยสาร 4.3 ล้านคน และประเมินว่าจะมีรายได้จากผลการดำเนินงานรวมเท่ากับปี 2668 ซึ่งเป็นการประเมินก่อนสงครามตะวันออกกลาง

นายพุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยอดสำรองที่นั่งล่วงหน้าของบริษัทฯ ณ วันที่ 16 มี.ค. 2569 สำหรับการเดินทางตั้งแต่ เม.ย.-ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1% ส่วนอัตราการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าไตรมาส 2 ลดลง 3%  ไตรมาส 3 เติบโต 9%  ด้านการบริหารจัดการฝูงบินนั้น ในปี 2569 สายการบินบางกอกแอร์เวย์สคาดว่า จะมีเครื่องบินจำนวน 22 - 26 ลำ โดยฝูงบินปัจจุบัน ประกอบด้วย เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน 1 ลำ, แอร์บัส A319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ โดยมีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่จำนวน 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ 2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปี 2569 และจะทยอยรับมอบครบไปจนถึงปี 2571

ในการพัฒนาสนามบินของบางกอกแอร์เวย์สนั้น สำหรับการเดินหน้าปรับปรุงสนามบินสมุย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี เพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11 ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอิน พร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573 ด้านสนามบินตราดได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่น เช่น แอร์บัส A320 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี

ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 290,000 ล้านบาทนั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)เตรียมส่งหนังสือเริ่มงาน (NTP) ในวันที่ 3 เม.ย. 2569 โดยการพัฒนาในระยะที่ 1 (เฟสแรก) ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 - 4 ปี หรือแล้วเสร็จภายในปี 2572-2573 

ทั้งนี้ การก่อสร้างเฟสแรก บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ได้ปรับจำนวนรองรับผู้โดยสารเริ่มต้นเป็นที่ 3 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันมีผู้โดยสาร ประมาณ 300,000-400,000 คน เชื่อว่าการพัฒนาเฟสแรก จะสามารถรองรับได้กว่า 6 - 7 ปี ขณะที่โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แม้ UTA จะเสนอขอย้ายพื้นที่ก็ตาม

นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า ภาคการบินยังได้ประสานผ่านสมาคมการบิน เพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเหลือ 20 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนได้ประมาณ 5 บาทต่อลิตร รวมถึงขอให้พิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน และไม่ให้ภาระทั้งหมดถูกผลักไปยังราคาค่าโดยสาร


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ