
สถานการณ์น้ำมันหน้าสถานีบริการขาดแคลนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงหน้าปั๊ม ล่าสุด กรมธุรกิจพลังงาน เร่งเครื่องตรวจเข้ม เรียกข้อมูลรายวันจากโรงกลั่นและคลังน้ำมันทั่วประเทศย้อนหลังถึงช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน
พร้อมวางกรอบสรุปข้อเท็จจริงภายใน 1-2 สัปดาห์ ท่ามกลางท่าทีของภาครัฐที่ “เอาจริง” กับผู้กระทำผิด โดยย้ำว่าจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด หากพบพฤติกรรมกักตุนหรือเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤตินี้
สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับประเด็นสาเหตุของปัญหาน้ำมันขาดแคลนนั้น ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากใครหรือมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร ซึ่งจะต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาข้อเท็จจริงและเหตุที่ไม่มีการจ่ายน้ำมันเพื่อหาต้นตอของปัญหาให้ชัดเจน
ขณะนี้ทางกรมฯ กำลังเร่งไล่ตรวจสอบข้อมูลของโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่ง และคลังน้ำมันทั่วประเทศอย่างเข้มงวด โดยได้มีการเรียกขอข้อมูลรายวันย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงสถานการณ์ปกติ เพื่อนำตัวเลขมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลกับการค้าขายในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โดยผู้ค้าจะต้องรายงานข้อมูลน้ำมันทุกลิตร ซึ่งมาตรการนี้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หากผู้ค้าไม่แจ้งข้อมูลทุกหน่วยลิตรจะถือว่ามีความผิดทางกฎหมายทันที
สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันนั้น ผู้ค้าต้องแสดงข้อมูลทั้งปริมาณคงค้าง และปริมาณการจ่ายออก ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแบบรายวัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการหลบซ่อนหรือกักตุนน้ำมันอยู่ภายในคลัง โดยปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการสำรองน้ำมันดิบที่ 6% และน้ำมันสำเร็จรูปที่ 1%
นอกจากนี้ ทางกรมฯ จะเรียกตรวจใบกำกับการขนส่งเพื่อดูเส้นทางการกระจายน้ำมันจากต้นทางไปยังปลายทางอย่างละเอียด ซึ่งคาดว่าข้อมูลที่ทยอยส่งเข้ามานี้ จะสามารถประมวลผลและสรุปภาพรวมการตรวจสอบได้ทั้งหมดภายใน 1-2 สัปดาห์
ส่วนข้อกังวลที่ว่าอาจมีการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อฉวยโอกาสนั้น อธิบดี ธพ. ยืนยันว่า จากการเฝ้าระวังตัวเลขการส่งออกไปยัง สปป.ลาว พบว่ายังไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติในประเด็นนี้
สำหรับสถานการณ์หน้าสถานีบริการน้ำมันในปัจจุบัน พบว่าความแออัดของประชาชนที่เข้าไปเติมน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทาง ธพ. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อประสานงานกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ในการรายงานจุดที่น้ำมันขาดแคลนเพื่อประสานผู้ค้ามาตรา 7 ให้เร่งจัดส่ง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธพ. ได้ดำเนินการออกตรวจการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีบริการทั้งสิ้น 2,649 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัด พบว่า มีการปิดบริการเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 247 แห่ง คิดเป็น 9.1% เปิดให้บริการแต่น้ำมันบางชนิดหมด หรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็น 72.2% และเปิดให้บริการมีน้ำมันเพียงพอจำหน่าย 496 แห่ง คิดเป็น 18.7% ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรได้ลดลง 40% รถขนน้ำมันไม่เพียงพอ 7.4% และคลังน้ำมันไม่มีสินค้า 6.8%
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21-23 มีนาคม 2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องของการกักตุนราคา และทุกแห่งมีปริมาณจ่ายน้ำมันในเดือนมีนาคม ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2569
และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยจำนวน 3 จุดในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังได้รับข้อมูลเบาะแสการลักลอบค้า หรือกักตุนน้ำมัน
โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาต รวมประมาณ 40,000 ลิตร และได้ยึดน้ำมันของกลางไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดี การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม
สราวุธ กล่าวอีกว่า ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพราะกระทรวงพลังงานจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด กับบุคคลที่เอาเปรียบประชาชน
วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และ อิหร่าน ที่มีความรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
แต่เป็นวิกฤตราคาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ขณะที่ยังต้องมีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยเพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาตลาดโลกที่ปรับตัวอย่างรุนแรง
ซึ่งผลจากการสู้รบครั้งนี้ แม้แต่ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบเป็นของตัวเองอย่างประเทศมาเลเซีย เมื่อวานนี้ก็ได้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 7 บาทต่อลิตรเช่นกัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 45.59 บาทต่อลิตร โดยราคานี้เป็นราคาที่ไม่มีการเก็บภาษีเหมือนประเทศไทย
ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร และเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันดีเซลกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ 100.26 บาท ฟิลิปปินส์ 68.26 บาท ลาว 64.14 บาท เวียดนาม 47.16 บาท ราคาขายของไทยยังคงถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
นอกจากนั้น ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย ณ วันนี้ มีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 19.12 บาท หรือเกือบ 1,700 ล้านบาทต่อวัน
ซึ่งนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์วิกฤติจนถึงปัจจุบัน กองทุนฯ ได้ชดเชยราคาน้ำมันไปแล้วรวมกว่า 38,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน กำลังเร่งหารือกับกระทรวงการคลังในส่วนของการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่ก็ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังของประเทศด้วย รวมทั้งการเตรียมออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำมันตามสถานีบริการในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายลงแล้ว โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดยังคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney