
เจาะลึกเส้นทางสายพลังงาน ที่ไม่ได้ตรงดิ่งจากโรงกลั่นสู่ถังน้ำมัน แต่ต้องผ่านสมรภูมิ“ตัวกลาง”ภายใต้วิกฤติราคาน้ำมันแพง และ กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ ตัวละครไหนคือ “คอขวด” ที่ทำให้หาน้ำมันเติมไม่ได้
ในวันที่ “ราคาน้ำมัน” พุ่งไม่หยุด สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ราคาแพงขึ้น แต่คือ “มีเงิน ก็หาเติมไม่ได้” เกิดภาพบางปั๊มต้องต่อคิวยาวเป็นกิโล บางปั๊มขึ้นป้าย “น้ำมันหมดชั่วคราว” และบางแห่ง พอถึงคิวแต่เติมได้แค่หลักร้อยบาทต่อคัน คำถามคือ น้ำมันขาดแคลนจริงไหม?หรือแค่ “น้ำมันมาไม่ถึงเรา”
ซึ่งแม้หลายคนจะโยงไปที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบราคาน้ำมันโลกโดยตรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาครัฐกลับยืนยันว่า“น้ำมันสำรองของไทย ยังมีเพียงพอใช้เกิน 100 วัน” ยิ่งฟัง ยิ่งขัดแย้ง แล้วตกลง…ปัญหานี้เกิดจากอะไรกันแน่?
บทความนี้ ชวนมา กะเทาะเปลือกของสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พร้อมย้อนรอย เส้นทางน้ำมัน 1 ลิตร ตั้งแต่ต้นทาง “โรงกลั่น” ไปจนถึงหัวจ่าย “หน้าปั๊ม” เพื่อหาคำตอบว่า ระหว่างทาง มี “ใคร” และ “อะไร”ที่กำลังเป็นตัวกำหนดว่า วันนี้…คุณจะได้เติมน้ำมันหรือไม่
ก่อนจะไปทำความเข้าใจเส้นทางน้ำมัน ต้องเข้าใจก่อนว่าตอนนี้ "กระเป๋าตังค์พลังงาน" ของไทยกำลังวิกฤติ
ส่วนการเดินทางของน้ำมันดิบ จากโรงกลั่นสู่ผู้บริโภคนั้น อ้างอิงข้อมูลจากการเผยแพร่ ของรายใหญ่ อย่าง ปตท. ได้สรุปว่า น้ำมันไม่ได้ไหลจากโรงกลั่นผ่านท่อมาถึงรถของเราโดยตรง แต่มันผ่านการบริหารจัดการโดย “ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย” ที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. พี่ใหญ่ "มาตรา 7" (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่)
เหล่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เราเห็นโลโก้ชัดๆ ทั่วประเทศ กลุ่มนี้คือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ที่มีปริมาณการค้าปีละ 1 แสนเมตริกตันขึ้นไป) ได้แก่ ...
หน้าที่ คือ รับน้ำมันโดยตรงจากโรงกลั่น แล้วส่งเข้า "สถานีบริการ (ปั๊มแบรนด์)" ของตัวเอง โดยมีจุดแข็ง เรื่องเครือข่ายขนส่งและคลังน้ำมันตัวเอง ระบบค่อนข้างเสถียร แต่ถ้าคนแห่เติมพร้อมกันมากๆ รถขนส่งก็วิ่งรอกเติมให้ไม่ทันเหมือนกัน
นอกจากกลุ่มที่มีปั๊มของตัวเองแล้ว ยังมีกลุ่มมาตรา 7 ที่เน้นการ "กลั่นและขายส่ง" ล็อตใหญ่ให้กับตัวกลางหรือโรงงานอุตสาหกรรมด้วย เช่น
ทั้งนี้กลุ่มพี่ใหญ่เหล่านี้ ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมาย (เช่น สำรองน้ำมันดิบ 1.5 - 3% ตามนโยบายรัฐ) เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากเกิดสงครามหรือวิกฤติโลก เมืองไทยจะมีน้ำมันใช้
2. ตัวกลาง "ม.10" (Jobber / Wholesale)
นี่คือฟันเฟืองที่คนทั่วไปมักไม่รู้จัก แต่สำคัญสุดๆ ต่อเศรษฐกิจรากหญ้า คือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10
ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือ ยี่ปั๊ว ที่ซื้อน้ำมันล็อตใหญ่จาก มาตรา 7 หรือโรงกลั่น มากระจายต่อให้กับ
อย่างไรก็ดี จุดเปราะบาง ของกลุ่ม มาตรา 10 มักมีสายป่านสั้นกว่า ในภาวะน้ำมันแพงหรือราคาผวนหนักๆ พวกเขาอาจลดการสต็อกน้ำมันลง หรือหาซื้อของได้ยากขึ้น ส่งผลให้ปั๊มรายย่อยในชุมชน (ปั๊มหลอด)ไม่มีน้ำมันขายก่อนใครเพื่อน และกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงสูง เช่น ถ้าวันนี้ซื้อน้ำมันมาตุนไว้ 1 แสนลิตร แล้วพรุ่งนี้รัฐประกาศ "ลดราคาน้ำมัน" ทันที ก็จะขาดทุนยับเยิน (ขาดทุนสต็อก) ทันที
ซึ่งอาการ "ของขาด" เริ่มจากตรงนี้นี่เอง เพราะในวันที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักๆ หรือรัฐเริ่มปล่อยลอยตัวราคา บางรายจะ "หยุดวิ่งรถ" เพราะไม่คุ้มค่าเหนื่อยหรือกลัวขาดทุน
ผลที่ตามมาคือ ปั๊มหลอดในหมู่บ้านไม่มีของขาย, รถไถนาไม่มีน้ำมันเติม, โรงงานต้องหยุดเครื่อง คนเลยแห่ไปเติมที่ปั๊มแบรนด์ใหญ่จนเกิดภาพแถวยาวเหยียด
คำตอบไม่ใช่ "น้ำมันในประเทศหมด" แต่คือ "คอขวดโลจิสติกส์" และ "การจัดสรร" เพราะเมื่อความต้องการ (Demand) พุ่งสูงขึ้นกะทันหัน รถน้ำมันที่เคยวิ่งวันละ 1-2 รอบ อาจต้องวิ่ง 4-5 รอบ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ไหนจะเรื่องกฎหมายจำกัดเวลาวิ่งของรถบรรทุก หรือระยะทางจากคลังน้ำมันที่ไกล
อีกบางกรณีคือ น้ำมันในคลังมี แต่บนรถขนส่งมีไม่พอ และในถังใต้ดินของปั๊มมันเกลี้ยงไปแล้ว ยิ่งถ้าเป็นปั๊มขนาดเล็กที่พึ่งพา ผู้ค้า มาตรา 10 หากตัวกลางส่งของให้ไม่ทัน หรือตัวกลางเองก็หาของไม่ได้ หรือ ไม่อยากขนส่ง ปั๊มนั้นก็จะกลายเป็น "ปั๊มร้าง" ชั่วคราวทันที ขณะที่ปั๊มแบรนด์ใหญ่ (มาตรา7) อาจจะยังมีน้ำมันเลี้ยงระบบได้นานกว่า
ข้อเท็จจริงจากเจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำมันบางราย ยังระบุว่า ต้นเหตุของปัญหาน้ำมันขาดแคลน คือ โควตาที่ถูกจำกัด เช่น เดิมเคยขายให้ลูกค้าเติมครั้งละ 1,000 บาท แต่พอทางคลัง จำกัดโควต้าให้ปั๊มตนเองน้อยลงกว่าเดิม เลยมีความจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการเติมให้ไม่เกิน 500 บาทต่อคัน เพื่อให้เพียงพอกับทุกคัน เลือกได้ก็ไม่อยากทำ เพราะการดึงหัวจ่ายน้ำมัน 1 ครั้งกินไฟมหาศาล
ทั้งนี้ แม้การเข้าใจเส้นทางน้ำมันช่วยให้เราเห็นว่า "ความมั่นคงทางพลังงาน" ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การมีน้ำมันดิบเยอะๆ เท่านั้น แต่หมายถึง "ระบบการกระจาย" ที่ต้องเข้มแข็งด้วย แต่ในวันที่ราคาน้ำมันเริ่มเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และยัง "ขาดแคลน" สิ่งที่เราทำได้คือการวางแผนการใช้พลังงานให้คุ้มค่าที่สุด และเข้าใจว่าภาพที่เห็นหน้าปั๊ม คือปลายทางของระบบที่มีกลไกซับซ้อนซ่อนอยู่ข้างหลังมากมายนั่นเอง
ที่มา : ปตท. ,กระทรวงพลังงาน
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney