
พาณิชย์ เร่งทำข้อมูลแก้ต่าง กรณีสหรัฐฯเปิดไต่สวนคู่ค้า และไทย ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้า ชี้ถ้าแก้ต่างไม่สำเร็จ อาจถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ และกรณีที่สหรัฐฯเปิดไต่สวนคู่ค้า รวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือ โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินให้การใช้มาตรการภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วัน สิ้นสุดเดือนก.ค.นี้ รวมถึงเปิดไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าที่ทำการค้ากับสหรัฐฯอย่างไม่เป็นธรรม
“ไทยถูกสหรัฐฯกล่าวหา 2 ประเด็นคือ มีกำลังการผลิตเกินในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ เช่น ปลา น้ำมันปลา อาหารสัตว์ เสื้อผ้า ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้หารือกับภาคเอกชน เพื่อทำข้อมูลแก้ต่าง และส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เม.ย.69”
อย่างไรก็ตาม หากไทย และคู่ค้าอื่นๆ ไม่สามารถแก้ต่างได้ คาดว่า สหรัฐฯจะปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากคู่ค้า ที่ถูกเปิดไต่สวน ซึ่งแต่ละประเทศ อาจถูกจัดเก็บอัตราต่างกัน โดยคาดว่า สินค้าไทยที่จะถูกเก็บภาษี จะเป็นทั้ง 2 กลุ่มที่ถูกกล่าวหา และคาดว่า สหรัฐฯอาจเร่งการไต่สวนเพื่อให้ทันกับการเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 ที่จะสิ้นสุดเดือนก.ค.นี้ เพราะอาจนำการขึ้นภาษีตามมาตรา 301 มาใช้แทน
สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯนั้น ล่าสุด ไทยยังคงเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่งหารือร่วมกันเมื่อต้นเดือนก.พ.69 โดยสาระสำคัญของการหารือ จะอิงตามเนื้อหาที่อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนก.ค.68 ที่มาเลเซีย เช่น การลด/เลิกอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ฯลฯ ส่วนการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติม