
ตำแหน่ง “ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)” เป็นหนึ่งในเก้าอี้ “ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง” ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิต การค้าและการลงทุน
ตำแหน่ง “ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)” เป็นหนึ่งในเก้าอี้ “ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง” ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิต การค้าและการลงทุน
ผู้ดำรงตำแหน่งจะเป็นผู้มีสิทธิ-มีเสียง เป็นตัวแทนผู้ประกอบการที่จะกำหนดทิศทางใหม่ๆในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เป็นตำแหน่งที่สามารถต่อรองนโยบายกับรัฐ ซึ่งจะสามารถเอื้อประโยชน์กับกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มทุนการเมืองเบื้องหลัง
ในทุกศึกชิงเก้าอี้ประธานส.อ.ท.จึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน การปล่อยข่าวโจมตีเสียหาย การแทรกแซงจากการเมืองและข่าวลือเรื่องการทุจริต
เช่นเดียวกัน....ศึกชิงเก้าอี้ประธานส.อ.ท.ล่าสุดคนที่ 17 ก็จัดว่าเดือดไม่แพ้ครั้งไหน มีกระแสร้อนแรงร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใส การแฉกลไกในการสร้างคะแนนเทียม คะแนนจัดตั้ง ตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่
ตามไทม์ไลน์การเลือกตั้งกรรมการส.อ.ท.ชุดใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 30 มี.ค.2569 จากนั้นภายใน 30 วัน กรรมการชุดดังกล่าว จะนัดหมายลงมติเลือกประธานส.อ.ท.คนใหม่ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติ มักนัดประชุมกันก่อนเทศกาลสงกรานต์
ศึกครั้งนี้เป็นการชิงตำแหน่งระหว่าง 2 รองประธาน ส.อ.ท.ที่ถูกจัดให้ “ตัวเต็ง” ในการแข่งขันสุดท้าทาย ได้แก่ ชนะ ภูมี และ อภิชิต ประสพรัตน์
เพื่อให้สมศักดิ์ศรีประธานส.อ.ท.คนใหม่ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอเปิดหน้าแทนเวทีดีเบตส่ง 4 คำถามให้ 2 ตัวเต็งตอบ ประกอบด้วย 1.ทางออกของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อวิกฤติพลังงานและสงครามครั้งล่าสุด 2.จะช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อย่างไร และ 3.จะรักษาความเป็นอิสระ รับมือกับการแทรกแซงทางการเมืองได้หรือไม่
เพื่อสะท้อนแนวคิดและวิสัยทัศน์ในฐานะผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศคนใหม่!!
ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG รองประธานส.อ.ท.
ต่อคำถามแรก วิกฤติครั้งนี้ไม่มีทางแก้ได้ด้วยมาตรการเดียว ต้องทำพร้อมๆกันคือ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้อุตสาหกรรมอยู่รอดได้ก่อน หาทางออกระยะกลางเพื่อประคองห่วงโซ่อุปทาน และวางรากฐานระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก ระยะเร่งด่วนที่สุด คือ “หยุดเลือด” ให้ได้ก่อน สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือ ดึงทั้งผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและเอสเอ็มอี ในห่วงโซ่อุปทานที่ต้องใช้เม็ดพลาสติกมานั่งโต๊ะเดียวกันคุยกัน แล้วกำหนดโควตาการจัดสรรสินค้าที่เป็นธรรม
“อีกเรื่องที่ต้องผลักดันควบคู่กันไปคือ ให้รัฐบาลใช้ช่องทางการทูตเจรจากับอิหร่านโดยตรง ไทยไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใครในสงครามนี้ สถานะความเป็นกลางของเรามีมูลค่า ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้เรือสินค้าของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้”
สำหรับระยะกลาง ต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพิ่มเติมให้ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งส.อ.ท. ต้องเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ รวมความต้องการของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อเจรจาเป็นก้อนใหญ่ เพิ่มอำนาจต่อรอง เพื่อให้ได้ราคาและเงื่อนไขที่ดี
ปัญหาครั้งนี้สอนว่า เราเปราะบางมากกว่าที่คิด พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางแหล่งเดียว โดยแทบไม่มีแผนสำรอง พอช่องแคบฮอร์มุซปิด ระบบทั้งหมดสั่นคลอนในพริบตา ไม่มี Strategic Reserve หรือการสำรองวัตถุดิบปิโตรเคมี “สมาชิกส.อ.ท.ได้รับแรงกระแทกนี้โดยตรง อุตสาหกรรมที่มีต้นทุนผลิตอิงต้นทุนพลังงานจะได้รับผลกระทบต้นๆ”
สิ่งที่ควรจะทำทันทีมี 2 อย่าง คือ 1.ตั้ง War Room ของภาคอุตสาหกรรม รวบรวมผลกระทบแบบเรียลไทม์ ใครขาดวัตถุดิบอะไร ใครหยุดสายการผลิตไหน โดยส.อ.ท.ต้องเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสมาชิกกับรัฐบาล ไม่ใช่รอให้แต่ละบริษัทวิ่งหาทางออกเอง 2.ผลักดันให้รัฐเร่งออกมาตรการช่วยสภาพคล่องฉุกเฉินให้เอสเอ็มอีโดยเร็ว และขอให้พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว
“สงครามครั้งนี้สอนเราได้มาก ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอันตรายมาก หัวใจของการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน คือการพัฒนาสินค้าทุนในประเทศให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ หรือชิ้นส่วนสำคัญในสายการผลิต ถ้าเราพึ่งนำเข้าทั้งหมด แค่มีวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่ไหนสักแห่ง สายการผลิตจะสะดุดทันที แต่ถ้าเราผลิตสินค้าทุนได้เอง จะทนทานต่อแรงกระแทกภายนอกได้มากกว่านี้ ที่สำคัญเม็ดเงินที่เคยไหลออกไปซื้อสินค้าทุนต่างชาติ ก็จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยแทน”
ส่วนคำถามเรื่องเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้มีปัญหาหลายชั้นมาก ต้องทำพร้อมกันทุกเรื่อง ทำร่วมกับรัฐบาล ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เรื่องแรกคือการเข้าถึงแหล่งทุน เราจะทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อผลักดันระบบ PromptBiz ให้ใช้ได้จริงในวงกว้าง ให้เอสเอ็มอีนำใบแจ้งหนี้ของผู้ซื้อรายใหญ่มาขอสินเชื่อได้เลย ไม่ต้องใช้ที่ดินหรือโรงงานมาค้ำประกัน แค่มีประวัติการค้าที่ตรวจสอบได้ก็พอ
สำหรับเอสเอ็มอีที่สอบตก จะผลักดันให้เกิด Business Transformation Clinic เชื่อมโยงความช่วยเหลือต่างๆเข้าด้วยกัน สามารถวิ่งหาผู้ช่วยที่เดียว ได้รับคำปรึกษาครบถ้วน ตรงจุด เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง ไม่ใช่ต้องวิ่งเป็นสิบหน่วยงานเหมือนทุกวันนี้
และยังมีแผนช่วยลดต้นทุน โดยจะทำงานร่วมกับรัฐบาล ผลักดันการซื้อไฟฟ้าเสรีหรือ Direct PPA ให้เอสเอ็มอี เข้าถึงไฟฟ้าสะอาดราคาถูกได้จริง
ตลอดจนผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.....ที่ตกไปให้กลับเข้าสภาอีกครั้ง เพราะกฎหมายนี้ทำให้การขอใบอนุญาตเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น ตัดปัญหาต้นทุนแฝงที่เอสเอ็มอีแบกรับมาตลอด
“ผมยังจะสร้างตลาดในประเทศผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดที่สุด จะใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ภาคบังคับมาเป็นกำแพง ช่วยสกัดกั้นสินค้านำเข้าด้อยคุณภาพ ซึ่งต้องทำควบคู่กับการเตรียมความพร้อมให้เอสเอ็มอี ช่วยตรวจสุขภาพโรงงาน ช่วยค่าใช้จ่ายในการยกระดับมาตรฐานการผลิต
ส่วนเรื่องความเป็นอิสระจากการเมืองนั้น มองว่าจะรักษาความเป็นอิสระได้ ต้องทำงานด้วยข้อมูลและความโปร่งใส “หากสร้างระบบที่ทุกมิติมีข้อมูลรองรับชัดเจน มีการเปิดเผยต่อสมาชิกทุกคน มันจะยากมากที่จะถูกแทรกแซงโดยที่ไม่มีใครรู้”
สิ่งที่จะทำทันที คือสร้างระบบ Smart Industry Platform ทำให้สมาชิกทุกคนในทุกจังหวัด เห็นว่าส.อ.ท. กำลังทำอะไร เงินถูกใช้ไปทางไหน มีกิจกรรมอะไรบ้าง การมี Two-way Communication ที่สมาชิกส่งเสียงกลับมาได้โดยตรง ความโปร่งใสคือ กลไกตรวจสอบที่ทรงพลังที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือส.อ.ท.ต้องกล้าพูดในสิ่งที่สมาชิกต้องการ แม้จะไม่ถูกใจฝ่ายการเมืองก็ตาม แต่การกล้าพูดอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือทำด้วย
การจะทำได้จริงในยุคนี้ ต้องอาศัยโมเดล PPPP หรือ Public Private People Partnership ซึ่งส.อ.ท. ต้องเป็นหัวรถจักรลงมือทำก่อน ไม่รอรัฐ รัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ขณะที่ภาคประชาชนต้องได้รับประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่รับผลกระทบจากมลพิษ หรือการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วม
นั่นคือแนวทางที่ส.อ.ท.ต้องนำมาใช้ในการขับเคลื่อนทุกนโยบาย ไม่ใช่แค่รอคำสั่งจากบนลงล่าง หรือแค่แถลงข่าวออกสื่อ แล้วรอให้รัฐบาลมาช่วย แบบนั้นไม่เกิดประโยชน์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี จำกัด รองประธาน ส.อ.ท.
ตอบคำถามแรก ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไม่ได้กระทบแค่พลังงาน แต่ลุกลามเป็นวิกฤติต้นทุนวัตถุดิบ กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผ่านมายังภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เห็นชัดคือ วัตถุดิบเริ่มเผชิญภาวะ Supply Shock กำลังผลิตหยุดชะงักไม่เพียงพอ ทำให้ราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมากได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่อิงกับราคาน้ำมัน เคมีภัณฑ์และปุ๋ยที่เชื่อมโยงกับราคาก๊าซธรรมชาติ รวมถึงโลหะรีไซเคิล เช่น เศษอะลูมิเนียม เกิดภาวะขาดแคลนเป็นระยะๆ
ข้อมูลจากสถาบันพลาสติกประเมินว่า จากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย ณ วันที่ 13 มี.ค.2569 ที่ระดับ 106.27 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 31.8% ส่งต่อไปยังผู้แปรรูปสินค้าพลาสติก ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม 23.6% จะเห็นว่าต้นทุนไม่ได้เพิ่มเฉพาะต้นน้ำแต่ส่งไปจนถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน สุดท้ายจะสะท้อนในราคาสินค้าสำเร็จรูป และหากสงครามยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น จะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนในทุกระดับของห่วงโซ่ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์ ที่ราคาสินค้าปลายทางอาจปรับเพิ่มขึ้น 20-40%
“ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นรอบนี้ มีลักษณะเหมือนต้นทุนซ้อนต้นทุน (Cost–on–Cost) ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากต้นทุนการผลิตอย่างเดียว แต่ถูกซ้ำเติมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน”
สิ่งที่ส.อ.ท.ต้องทำ คือดำเนินการเชิงรุกเพื่อช่วยประคองธุรกิจของสมาชิก ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัว มีแนวทางสำคัญ 3 ระยะ ระยะสั้นจะเน้นการลดแรงกระแทก ผ่านการจัดทำระบบแจ้งเตือนผู้ประกอบการล่วงหน้า ส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลง 20% พร้อมทั้งประสานภาครัฐออกมาตรการช่วยดูแลต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เช่น การตรึงราคาพลังงาน การดูแลค่าระวางเรือ รวมถึงแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนในช่วงวิกฤติ
ระยะกลาง มุ่งเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ผลักดันมาตรการด้านการเงิน เช่น การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การปรับโครงสร้างหนี้ และการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน ส่งเสริมการบริหารจัดการต้นทุน การช่วยเจรจาหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน
ระยะยาว เน้นการปรับโครงสร้าง (Transformation) เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเข้มแข็งและรับมือกับวิกฤติในอนาคตได้ดีขึ้น ส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงของตลาดและแหล่งวัตถุดิบ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาไปสู่สินค้ามูลค่าสูงและการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ส่วนการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่ 3.3 ล้านรายทั่วประเทศ ระยะเร่งด่วน จะเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลืออย่างตรงจุด เน้นลดภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่อง ได้แก่ การตรึงราคาพลังงานสำคัญ เช่น น้ำมันดีเซลไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร การตรึงราคาก๊าซหุงต้มและการตรึงค่าไฟฟ้าไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย การมีมาตรการดูแลผู้ประกอบการที่ต้องซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ รวมถึงการช่วยเหลือส่วนต่างราคา ในกรณีที่ภาคเอกชนต้องควบคุมราคาสินค้า พร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) มาตรการดูแลสภาพคล่อง รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีประคองธุรกิจในช่วงวิกฤติได้
ระยะยาวควรเร่งส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคธุรกิจ ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลง 20% ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น E20, B7 และ SAF รวมถึงการสนับสนุนให้เข้าถึงวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น และการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกจากต่างประเทศ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดิม รวมทั้งสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะในภูมิภาคอินเดีย แอฟริกา และละตินอเมริกา
ส่วนความเป็นอิสระจากการเมืองนั้น มองว่าเป็นหัวใจสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของภาคเอกชนอย่างแท้จริง หากขาดความเป็นกลาง ความน่าเชื่อถือของข้อเสนอเชิงนโยบายจะลดลง ไม่สามารถสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการได้อย่างครบถ้วน
“ผมจะยึดหลักการบริหารงาน โดยให้ประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมและประเทศชาติเป็นศูนย์กลาง ทุกข้อเสนอต้องตั้งอยู่บนข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักวิชาการรอบด้าน ควบคู่กับการดำเนินงานบนฐานข้อมูล (Data-Driven Organization) เปิดพื้นที่ให้สมาชิกทุกกลุ่มอุตสาหกรรม มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สะท้อนเสียงโดยรวมของภาคเอกชน ยืนยันว่า ส.อ.ท.ยังคงทำงานร่วมกับภาครัฐในลักษณะพันธมิตรเชิงนโยบาย ยืนอยู่บนหลักวิชาการและข้อมูล ควบคู่กับการรักษาความเป็นอิสระอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการเมือง”
นอกจากนั้น จะส่งเสริมและสร้างระบบดำเนินงานภายใต้นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทุกกระบวนการทำงานเป็นไปตามหลักจริยธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยครอบคลุมตั้งแต่การตัดสินใจเชิงนโยบาย การบริหารจัดการองค์กร ไปจนถึงการกำกับดูแลความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือในระยะยาว.
ทีมเศรษฐกิจ
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม