
รมว.พลังงานตรวจสอบคลังน้ำมันในลำลูกกา พบไม่มีการกักตุน น้ำมันจ่ายมากกว่าปกติ 20%
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน ใน อ.ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่ส่งน้ำมันให้สถานีบริการน้ำมันรวม 200 แห่งในจังหวัดพื้นที่ภาคกลาง ว่า จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีการกักตุน และคลังน้ำมันได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน แต่ในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้นกะทันหัน โดยเฉพาะช่วงแรกที่มีความต้องการ มีการเพิ่มจำนวนเที่ยวขนส่งน้ำมันจากปกติ 200 เที่ยว เป็น 400 เที่ยว หรือ 4 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน และปัจจุบันยังจ่ายน้ำมันในปริมาณที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 20%
สำหรับ ประเด็นที่พบ คือระยะเวลารอรับน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน หาแนวทางแก้ไข รวมทั้งตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ จากนั้น ได้เดินทางไปยังสถานีบริการน้ำมัน บางจาก ของบริษัท เคมาร์ท บริการ จำกัด ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พบว่า สถานีบริการน้ำมันเปิดให้บริการตามปกติ แต่จะมีบางช่วงที่น้ำมันดีเซลขาด เพราะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น และไม่สามารถจัดส่งมาได้ทันตามรอบ
ขณะเดียวกัน ในส่วนของด้านราคาขายปลีกน้ำมันในบางพื้นที่ที่สูงจนเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยผู้ค้าอ้างว่าไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ขอชี้แจงว่า น้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมันเพื่อจำหน่ายในประเทศเมื่อใด ก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามปริมาณน้ำมัน ตามอัตราที่กองทุนน้ำมันกำหนด และตนจะได้เร่งตรวจสอบและประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษผู้ค้าที่มีการตั้งราคาจำหน่ายเกินควร
“ผมขอรับทราบ ถึงปัญหาการกระจายน้ำมันที่เกิดขึ้น สั่งการเร่งรัดให้มีการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศอย่างทั่วถึง เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเร็วที่สุด”
ทั้งนี้ในด้านราคาขายปลีกน้ำมันในบางพื้นที่ที่มีการจำหน่ายสูงจนเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยอ้างว่าไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ขอยืนยันว่า น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศจะได้รับการชดเชยตามอัตราที่กองทุนน้ำมันกำหนด และจะได้เร่งตรวจสอบและประสานกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์เพื่อดำเนินการตรวจสอบ และจะมีมาตรการลงโทษผู้ค้าที่มีการตั้งราคาจำหน่ายเกินควรหรือกักตุน
ด้านนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมแกนนำสมาพันธ์ SME ไทย ทั้ง 76 จังหวัดเป็นการด่วน เพื่อประเมินผลกระทบของสถานการณ์น้ำมัน ที่มีผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก และรายย่อย (MSME) ทั่วประเทศว่า วิกฤติราคา และความขาดแคลนน้ำมันครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน อย่างหนัก โดยเฉพาะ MSME เพราะระบบขนส่งที่เริ่มสะดุดอย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจเกิดผลกระทบเป็นโดมิโน ทำให้ผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการ กระทบการจ้างงานและลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรวจสอบสต๊อกน้ำมันในโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันรายใหญ่ เพื่อความโปร่งใส การจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอในทุกพื้นที่ การควบคุมราคาให้เกิดเสถียรภาพ และการดูแลภาคการขนส่งอย่างเร่งด่วน ก่อนวิกฤติจะลุกลามจนเกินควบคุม