
"กอบศักดิ์” ย้ำสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดสงครามยูเครน “ณรงค์ชัย” หวั่นลุกลามเป็นก่อการร้าย ส่งผลให้ธุรกิจ ลงทุน ท่องเที่ยวทั่วโลก
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันโลกดีดขึ้นเกินกว่า 110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ว่า ราคาน้ำมันขณะนี้ถือเป็นจุดอันตราย หรือโค้ดสีแดงแล้ว มีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปแตะ 120-130 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากความกังวลใจ ที่ได้มีการถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน รวมทั้งต้องจับตาสิ่งที่จะตามมาอีกในช่วงสองของการโจมตีอิหร่าน ตลอดจนการตอบโต้ของอิหร่าน ที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซธรรมชาติ คลังน้ำมัน ทั้งหมดนี้ที่จะส่งผลอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
"ขณะนี้ ทุกคนเคยเห็นแล้วในช่วงต้นสงคราม ยูเครน-รัสเซีย ที่เคยราคาน้ำมันแตะ 120-130 เหรียญฯ และคงอยู่ระดับสูงกว่า 100 เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนมี.ค. - ก.ค. ของปี 2565 นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก ถ้าทุกคนยังจำกันได้ เงินเฟ้อพุ่งสูงทุกประเทศ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ในที่สุดมีการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ ส่งผลให้ตลาดทุน และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ให้ลดลงแรงมาก รวมทั้งการจบรอบของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เคยไปได้ดีก่อนหน้า สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง”
สำหรับประเทศไทยในรอบนั้น เราก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในประเทศ แม้จะมีการเข้าพยุงราคาน้ำมัน มีภาระหลายแสนล้านบาท แต่ราคาน้ำมันขายปลีก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินก็ยังเพิ่มขึ้น สร้างผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย ลดลงมากกว่า 0.5-1% ขณะที่ในรอบนี้ สงครามเพิ่งเริ่มต้นขึ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร ถึงจะจบลงได้ ทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป
ขณะที่ความเสียหายที่อาจเกิดต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ในตะวันออกกลาง อาจทำให้ระยะเวลาที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น มีระยะเวลายาวนานกว่า ในช่วงสงครามยูเครน กว่าจะกลับมาขนส่งน้ำมันได้ จะต้องใช้เวลาฟื้นฟู กว่าจะกลับมาผลิตได้ ดังนั้น คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ชะลอลงในครั้งนี้ จะสูงกว่าครั้งสงครามยูเครน
"โจทย์ที่ยากขึ้นอีกระดับ คือ การพยุงราคาอาจทำได้ไม่นาน เนื่องจากรัฐบาลมีภาระทางการคลัง ค่อนข้างจำกัด หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงใกล้เพดาน หากน้ำมันและพลังงาน อาจขาดแคลนในระยะยาว หรือ ถ้าสงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างการผลิตและขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย”
ดังนั้น อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ให้ชะลอตัวลง อาจจะมากกว่าสงครามยูเครนที่ผ่านมา ทั้งผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ เช่น ตลาดทุนที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ และอาจจะกระทบเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป ถึงเวลาที่เราต้องเร่งหาแผนรับมือ ทั้งในเรื่องน้ำมัน ที่ต้องเร่งหาและทำสัญญา ซื้อขายน้ำมันก่อนประเทศอื่นๆ คิดเรื่องพลังงานทดแทนอื่นๆ แม้กระทั่งการนำทางเลือกเดิมกลับมา เช่น ถ่านหิน หรือ เปิดทางออกใหม่ๆ ที่เคยปิดมาก่อน เช่น พลังงานจากรัสเซีย
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางในขณะนี้คาดว่าจะยืดเยื้อ เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศใหญ่ และมีเครือข่ายมากมาย ดังนั้น นอกเหนือจากสงครามในพื้นที่แล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือ การก่อการร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วโลก และจะส่งผลให้การค้า การทำธุรกิจ หรือการท่องเที่ยวทั่วโลก ชะงักไปในระยะเวลาหนึ่ง