สงครามและความเสี่ยงพลังงานโลก จากภาพใหญ่เศรษฐกิจมหภาคสู่ทางรอดธุรกิจไทย

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

สงครามและความเสี่ยงพลังงานโลก จากภาพใหญ่เศรษฐกิจมหภาคสู่ทางรอดธุรกิจไทย

Date Time: 9 มี.ค. 2569 04:30 น.

Summary

ปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำ (Decapitation) จากการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลคร่าชีวิต “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมสมาชิกในครอบครัวและผู้นำทหารระดับสูงรวมกว่า 40 คน นำไปสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยขีปนาวุธและโดรน ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ รวมถึงโจมตีอิสราเอลโดยตรง

Latest

กกพ.กางสูตรค่าไฟใหม่อุ้มบ้านใช้ไม่เกิน 200 หน่วย คนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแบกแทน

ปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำ (Decapitation) จากการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลคร่าชีวิต “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมสมาชิกในครอบครัวและผู้นำทหารระดับสูงรวมกว่า 40 คน นำไปสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยขีปนาวุธและโดรน ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ รวมถึงโจมตีอิสราเอลโดยตรง

คือการจุดไฟสงครามในตะวันออกกลางให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

ฮับการบินสำคัญที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียเข้ากับยุโรป สหรัฐอเมริกา และในทางกลับกันอย่างสนามบินดูไบ โดฮาร์ และอาบูดาบี ได้รับผลกระทบ ต้องปิดน่านฟ้าเพื่อความปลอดภัย ส่งผลกระทบเที่ยวบินหลายหมื่นเที่ยว

และที่เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า คือการตอบโต้จากอิหร่านด้วยการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างอิหร่านและโอมาน อันเป็นเส้นทางขนส่งพลังงาน ทั้งน้ำมันและแอลเอ็นจี จำนวน 1 ใน 5 ของโลก ปลายทางอยู่ที่เอเชีย โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครองสัดส่วนรวมกัน 76% ของจำนวนน้ำมันทั้งหมดที่ส่งผ่านช่องทางนี้

หากความขัดแย้งผ่อนคลายลงได้อย่างรวดเร็ว การรับมือกับผลกระทบอาจไม่ยากนัก แต่หาก “ ไม่จบ” ลากยาว 3-5 สัปดาห์ขึ้นไป การขนส่งน้ำมันที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามธรรมชาติ จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้น กระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตามมา

ในภาวะเปราะบางเช่นนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อ และเราๆท่านๆจะอยู่กันอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” สอบถาม 3 ผู้รู้มาให้คำตอบ

เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล 

นายกสมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ผู้ก่อตั้งแบรนด์สมูทอีและเดนทิสเต้

ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามตะวันออกกลางและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรอบใหม่ ตั้งแต่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นไปจนถึงการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งแรงกระเพื่อมมาถึงภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง

ในภาวะเช่นนี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดทางธุรกิจใหม่ จากเดิมที่มอง “ปัญหา” เป็นอุปสรรค มาเป็นการมอง “ปัญหา” ในฐานะโอกาสทางการตลาดเพราะหัวใจสำคัญของการตลาดคือการมองเห็นความต้องการที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค และเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ได้จริง

แม้โลกจะเผชิญสงครามหรือความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ แต่โครงสร้างการบริโภคพื้นฐานของมนุษย์แทบไม่เปลี่ยน ผู้คนยังคงต้องบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ของใช้ และบริการพื้นฐาน เพียงแต่พฤติกรรมการใช้จ่ายจะปรับตัว โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยที่อาจชะลอตัว ขณะที่สินค้าจำเป็นยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง

สำหรับเอสเอ็มอีไทยซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จึงยังมีโอกาสในตลาด หากสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การเลือกช่องทางขายใหม่ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการปรับระดับราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ยกตัวอย่างว่า ผู้ประกอบการจีนจำนวนมากสามารถสร้างสินค้าใหม่จากปัญหาเล็กๆในชีวิตประจำวัน และนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok จนกลายเป็นสินค้าที่ขายได้จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าการตลาดในยุคดิจิทัลไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง หากเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

อีกประเด็นสำคัญที่อยากเตือนผู้ประกอบการคือ การเสพข่าวเชิงลบจำนวนมาก เช่น ข่าวราคาน้ำมัน ค่าเงิน หรือภาวะเศรษฐกิจโลก อาจทำให้เกิด “ความกลัวก่อนเหตุ” ส่งผลให้บางธุรกิจหยุดลงทุนหรือชะลอการทำตลาด ทั้งที่ในความเป็นจริงความต้องการของผู้บริโภคยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ควรใช้กลยุทธ์ “ลดราคา” เป็นทางออกหลักในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะจะกระทบต่อกำไรและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว แต่ควรหันมาใช้แนวทาง “เพิ่มมูลค่า” ให้กับสินค้าและบริการแทน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มของแถม การยกระดับบริการ หรือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่ามากกว่าราคา

ยกตัวอย่างหลายแบรนด์สามารถเติบโตได้แม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งและช่วงการระบาดของโควิด-19 เพราะเลือกใช้กลยุทธ์เพิ่มคุณค่าให้สินค้า เช่น สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคอย่างยาสีฟัน ที่เพิ่มความคุ้มค่าด้วยการแถมแปรงสีฟันไปพร้อมกัน แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ผู้บริโภคยังจำเป็นต้องซื้อ และความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้

วิกฤติเศรษฐกิจมักเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เติบโตได้ หากสามารถอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคได้เร็วและปรับตัวทัน เช่น การพัฒนาแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อทดแทนสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ หรือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ในช่วงวิกฤติ คนที่รอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน มักจะเสียโอกาส แต่คนที่ปรับตัวเร็วจะเป็นคนที่อยู่รอด”

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์

ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

ผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์เป็นหลัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากความขัดแย้งจบเร็ว ผลกระทบต่อประเทศไทยและคนไทยจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในระยะสั้นเท่านั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบเร็วภายใน 1 เดือน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 65 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะส่งผลลบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.2% และเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% โดยประเมินว่า มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 30% “อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด 60% คือสงครามจะยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่คาดว่าอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 เหรียญต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่งผลลบให้จีดีพีไทยลดลง 0.6% เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐาน แต่หากเป็นกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้อาจขึ้นไปที่ 100 เหรียญ จะกระทบให้จีดีพีมากขึ้น”

ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานในประเทศ กระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องดูแลภาคธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น การผลิตไฟฟ้า ขนส่ง โรงแรมและที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ รวมถึงเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ ส่งผลกดดันต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด มีความเสี่ยงชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้มากกว่า 10% ขณะเดียวกันการส่งออกไปยุโรป อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นและค่าระวางเรือสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว

ด้านการท่องเที่ยว การชะงักงันของฮับการบินในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและอิสราเอลซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงและเป็นลูกค้าหลักของบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) นอกจากนี้ ต้นทุนการบินที่สูงขึ้นและการหลีกเลี่ยงน่านฟ้า ยังส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและอเมริกาที่ใช้จุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะฉุดรายได้ท่องเที่ยวไทยต่อเนื่องไปจนถึงช่วง High Season

“กรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็ว รัฐบาลยังสามารถใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า เพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศให้ทรงตัวได้ ขณะที่ระยะเวลาที่ยาวขึ้น ทำให้ภาครัฐอาจเผชิญข้อจำกัดในการบรรเทาค่าครองชีพมากขึ้น ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังและงบประมาณที่จำกัดกว่าในอดีต ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซลในประเทศอาจปรับสูงขึ้น”

ในส่วนของตลาดการเงิน การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลกทุก 10 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่าจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงราว 4,000 ล้านเหรียญ หรือ 0.6-0.7% ของจีดีพี ขณะที่ผลต่อดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงรอประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) มีจำกัดมากขึ้น หลังจากที่เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 1.00% ในการประชุมรอบก่อนหน้า

วีระพล จิรประดิษฐกุล

นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

นายวีระพล กล่าวว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันสุทธิ 80% โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมาย โดยให้สำรองน้ำมันดิบ 6%น้ำมันสำเร็จรูป 1% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งปี

ขณะที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายใช้เงินกองทุนน้ำมัน เข้าไปอุดหนุน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน โดยวันที่ 4 มี.ค. ใช้เงินกองทุนฯอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 6.21 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นเงินอุดหนุน 422 ล้านบาทต่อวัน หรือ 12,660 บาทต่อเดือน ล่าสุดฐานะกองทุนฯ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. มีฐานะเป็นบวก 2,459 ล้านบาท หากชดเชยในระดับนี้กองทุนฯจะกลับมาติดลบตั้งแต่ 10 มี.ค. เป็นต้นไป

ขณะที่การผลิตไฟฟ้าคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จะอยู่ที่ 36,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายเดือน เม.ย.ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนรองรับไว้หลายชั้น ทั้งการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ถ่านหิน และเจรจาซื้อไฟฟ้าเพิ่ม จากประเทศลาว การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี แบบ SPOTLNG (ราคาตลาดจร) จากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากการ์ตา

ที่สำคัญค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) จะมีการประมาณการณ์ค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ที่คาดว่าจะเพิ่มจากช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.นี้ ที่อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย เพราะว่าราคา SPOT LNG ได้ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ไปอยู่ที่ระดับ 15-17 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

ในประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน จึงต้องพิจารณา ว่าประเทศไทยมีความสามารถในการจัดหาและเข้าถึงพลังงานได้อย่างไร เพียงพอ ต่อเนื่อง ราคาเหมาะสมและยั่งยืน เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างไรบ้าง เพราะประเทศไทยมีความเสี่ยงในหลายด้าน อาทิ

1.ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานถึง 72% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 80% เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง 58% และมีการนำเข้าแอลเอ็นจี 38% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่า

2.ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีมากถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด รวมถึงการนำเข้าแอลเอ็นจีที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากกาตาร์ 3.ระบบการผลิตไฟฟ้าของไทยที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนหลัก หรือ 60% ของเชื้อเพลิงรวม ขณะที่การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลง ต้องพึ่งพาการนำเข้า แอลเอ็นจีมากขึ้น

ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันนโยบาย ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เพราะเหตุการณ์ภายนอกประเทศนี้ อาจกระทบต่อราคาพลังงาน และการขาดแคลน ได้ตลอดเวลา การลดการนำเข้าน้ำมันและแอลเอ็นจีจากตะวันออกกลาง การบริหารความเสี่ยงด้านราคาแอลเอ็นจี ด้วยการเพิ่มสัญญาซื้อขายระยะยาว แทนการซื้อขายราคาตลาดจร การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมโซลาร์เซลล์บนหลังคาให้แก่ประชาชน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

“การอุดหนุนราคาน้ำมันโดยใช้กองทุนน้ำมัน จะต้องดำเนินการในระยะสั้นๆ เพื่อให้เวลาประชาชนปรับตัวเท่านั้น เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของกองทุนฯ ไม่ให้กองทุนฯ ติดลบถึงแสนล้านเหมือนในอดีต”.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ