
สวก. ร่วมกับ สวพส. พัฒนาแนวทางลดการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จากภาคเกษตรที่เป็นภัยเงียบต่อสุขภาพ ด้วยโมเดลต้นแบบปรับระบบเกษตรบนพื้นที่สูงให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ ผ่านการพัฒนาระบบข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ลดการเผา และสร้างโมเดลที่ใช้ได้จริงในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ วิกฤติ PM2.5 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่รุนแรง โดยในปี 2562 มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษนี้กว่า 32,200 คน ข้อมูลจาก GISTDA ระบุว่าไทยมีพื้นที่เผาไหม้สะสม 2.26 ล้านไร่ ซึ่งกว่า 1.43 ล้านไร่เป็นพื้นที่เกษตร สะท้อนว่าการเผาในไร่นาเป็นต้นตอสำคัญ โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาทำให้การระบายอากาศต่ำในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ในปี 2567 ยังพบจุดความร้อนใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนกว่า 54,957 จุด ซึ่ง 80% อยู่ในพื้นที่ป่าที่เชื่อมโยงกับการจัดการเศษวัสดุเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว
ดังนั้น ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) เพื่อพัฒนาแนวทางลดการเผาจากต้นทางอย่างครบวงจร ตั้งแต่วางแผนการปลูก การจัดการเศษวัสดุด้วยเทคโนโลยี เช่น การไถกลบในที่ราบ การทำคันปุ๋ยในพื้นที่ลาดชัน และการแปรรูปเป็นวัสดุปลูกหรืออาหารสัตว์ เพื่อลดการพึ่งพาการเผาในทุกระดับ โดยตั้งเป้าสู่ Zero Waste Agriculture หรือการปฏิรูประบบเกษตรจากฐานราก ซึ่งปัจจุบัน ARDA มีเทคโนโลยีพร้อมใช้ ทั้งจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง และการแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นไบโอชาร์หรือเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร
“เป้าหมายไม่ใช่แค่ลดจุดความร้อน แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างให้เกษตรกร ไม่เผาแต่มีรายได้ การแก้ PM2.5 จึงเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านงานวิจัย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่มีอากาศปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”
ด้าน น.ส.เพชรดา อยู่สุข รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ในปี 2566 โครงการได้เริ่มต้นที่อำเภอแม่แจ่ม 10 ชุมชน เพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ในการวิเคราะห์และติดตามจุดความร้อน ต่อมาในปี 2567 ได้ขยายสู่ 20 ชุมชน พร้อมจัดทำแผนแม่บทสำหรับระบบผลิตแบบลด-ไม่เผา เน้นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยแต่รายได้สูง ส่วนในปีงบประมาณ 2568–2569 จะยกระดับสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายระดับจังหวัด
ปัจจุบันโครงการสามารถลดการเผาในพื้นที่นำร่องได้กว่า 79% จุดความร้อนลดลงเหลือเพียง 21 จุดในปี 2568 (จาก 100 จุด) มีการนำเศษวัสดุเกษตรไปใช้ประโยชน์กว่า 3,000 ตัน ในพื้นที่ 2,000 ไร่ โดยเกษตรกร 219 ครัวเรือนที่ปรับระบบการผลิต มีรายได้เพิ่มจากพืชทางเลือกรวมกว่า 700,000 บาท เปลี่ยนจาก “พื้นที่เสี่ยงไฟ” สู่ “พื้นที่ตัวอย่างการผลิตไม่เผา”
นายภูมิพัฒน์ คำลือ เกษตรกรอำเภอแม่แจ่ม เปิดเผยว่า เดิมปลูกข้าวโพดกว่า 20 ไร่และต้องเผาทุกปีเพราะสะดวก แต่กลับมีต้นทุนสูงและสุขภาพแย่ลง เมื่อเข้าร่วมโครงการจึงทดลองแบ่งพื้นที่เพียง 2 งาน ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นในโรงเรือน ใช้เวลาแค่ 2 เดือนแต่สร้างรายได้กว่า 300,000 บาทต่อปี เทียบเท่าการปลูกข้าวโพด 40 ไร่ ขณะที่เศษวัสดุในไร่ข้าวโพดก็เปลี่ยนจากเผาเป็นการไถกลบแทน ซึ่งช่วยฟื้นฟูดินได้จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัญหาการเผาในไร่นาในไทย ซึ่งเกิดจากความจำเป็นด้านต้นทุน ค่าแรงงานที่สูง และความเชื่อในการเตรียมพื้นที่ที่รวดเร็วนั้น คือสาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 และก๊าซพิษ โดยเฉพาะในฤดูเก็บเกี่ยวอ้อย ข้าว และข้าวโพด ที่สำคัญยังทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง