
การส่งออกเดือน ม.ค. 69 โต 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ม.ค. 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเดือน ม.ค. ยังขยายตัวดี เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว แต่ไทยเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ทิศทางค่าเงินบาท ทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และอยู่ในช่วงการรอรัฐบาลใหม่
สำหรับเดือน ม.ค. 69 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ เพิ่มขึ้น 52.2% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11.8% เมื่อเทียบจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 24.5% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.1%
นายวินิจ กล่าวต่อว่า เดือน ม.ค. 69 มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนอยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 24.4% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 20.9% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 67% เครื่องใช้ไฟฟ้า 16.7% และหมวดยานพาหนะ 11.3%
ขณะที่เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 3.28 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -11.6% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า -0.4% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 0.66% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.60% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2568 อยู่ที่ 66.1% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 289,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 58,840.22 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาดหุ้นไทย ส่วนตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 43,533.20 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ
ด้าน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 101.58 ขยายตัว 1.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 60.07% เนื่องจากการผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ รวมถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยก่อนการเลือกตั้งจะมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง ซึ่งไปกระตุ้นภาคการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตป้ายและสิ่งพิมพ์ เสื้อผ้า อาหาร เครื่องดื่ม ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งพิมพ์ แผ่นไม้ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกลดลง ประกอบกับการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อไก่ปรุงรส เนื้อไก่แช่แข็ง แฮม และรองเท้า เป็นต้น รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังมีความตึงเครียด และนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกันในด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ได้ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น โดยปัจจัยต่างประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้นในตลาดจีนและออสเตรเลีย รวมทั้งภาคการผลิตของอาเซียน และสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นมาได้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังจากความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงในกลุ่มค้าปลีกหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การนำเข้าในกลุ่มสินค้าทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามการนำเข้าเครื่องจักรที่ขยายตัว
“แนวโน้มปีนี้ สศอ. ประมาณการว่าดัชนี (MPI) และอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัว 1.5 – 2.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และทิศทางการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด”
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือน ม.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี อาทิ ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.18% จากผลิตภัณฑ์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA), IC และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โลก ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 67.31% จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ทลายปาล์มมีน้ำหนักดี ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และพื้นที่เพาะปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิต ยานยนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6.27 จากรถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถยนต์นั่งไฮบริดขนาดใหญ่ รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ และรถยนต์นั่งไฟฟ้า เป็นหลัก ตามความต้องการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับฐานต่ำในปีก่อน รวมถึงความนิยมและการแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ไฟฟ้ากระตุ้นให้อุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี อาทิ น้ำตาล หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.88% จากทุกรายการสินค้า ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบลดลงจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้อ้อยบางส่วนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าเก็บเกี่ยวอ้อยได้ และหลายพื้นที่ขาดแคลนแรงงาน นอกจากนี้ บางพื้นที่อากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้คุณภาพ น้ำหนัก และความหวานของอ้อยลดลง