
“ยอด” เผยเหตุผล “ไลน์แมนวงใน” เบนเข็มกระจายหุ้นในตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์แทนตลาดหุ้นไทย ประเมินภาพใหญ่ระดับโลก โมเมนตัมหมุนไปยังตลาดขนาดใหญ่ที่มั่นคง เชื่อความสำเร็จของหุ้นไลน์แมนวงในจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับสตาร์ตอัพไทย ไม่ว่าจะกระจายหุ้นที่ประเทศไหน ฝากรัฐบาลใหม่ตั้งคนเหมาะสม มีความสามารถนั่งรัฐมนตรี แทนการจัดสรรตามโควตาการเมือง
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai - LMWN) เปิดเผยว่า ไลน์แมนวงใน เพิ่งตัดสินใจช่วงปลายปี 2568 หลังผู้ถือหุ้นประเมินภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบรรยากาศการลงทุนแล้ว ตัดสินใจเบนเป้าหมายจากการเข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นมองหาทางเลือกอื่นในภูมิภาค
.เบนเข็มกระจายหุ้นตลาดฮ่องกง-สิงคโปร์
“เรากำลังมองประเทศที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีอัตราเติบโต และเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง ตอนนี้มองไว้ 2 แห่ง คือที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งมีข้อดีกันไปคนละอย่าง ตลาดหุ้นฮ่องกงมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และที่ 2 ของโลก มีระบบนิเวศเอื้อต่อเทคโนโลยีจากฝั่งจีนซึ่งกำลังเฟื่องฟู
ส่วนตลาดหุ้นสิงคโปร์ มีระบบดึงดูดและซัพพอร์ตหุ้นไอพีโอ (การเสนอขายหุ้นต่อนักลงทุนเป็นครั้งแรก)ที่โดดเด่นมาก เราคงโฟกัสที่ 2 ทางเลือกนี้เป็นหลัก เพราะต้องดูความเหมาะสมกับไซส์ของไลน์แมนวงในด้วย เราน่าจะยังใหญ่ไม่พอที่สำหรับตลาดหุ้นเทคโนโลยีแนสแดกของสหรัฐอเมริกา”
การตัดสินใจในครั้งนี้ มาจากการมองภาพใหญ่ระดับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้องยอมรับว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ทำได้ดีมากในแง่การหาประโยชน์เข้าประเทศตัวเอง ทำให้โมเมนตัมของโลกเคลื่อนไหวไปที่นั่น ในฐานะประเทศผู้ชนะ โอกาสของประเทศเล็กประเทศน้อยจึงถูกลดทอนลง โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบหนักหน่อย
อย่างไรก็ตาม มองว่าในที่สุดแล้ว การเข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯของไลน์แมนวงใน จะช่วยสร้างบรรยากาศและแรงบันดาลใจให้กับสตาร์ทอัพไทยยุคต่อไป ไม่ว่าจะเลือกกระจายหุ้นในตลาดใด ในทางตรงกันข้าม หากการกระจายหุ้นครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ อาจไม่ส่งผลดีเลยด้วยซ้ำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอช่วงเวลาที่ดีและเหมาะสม โดยคาดว่าการกระจายหุ้นจะอยู่ระหว่างปี 2569- 2570
.โอกาสใหม่เจาะกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายยอด ยังกล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ทำให้ตลาดหุ้นมีความคึกคักยิ่ง ส่ิงนี้นับว่าน่าประทับใจ สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความเชื่อมั่น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่า พื้นฐานตลาดหุ้นไทยกลับมาแข็งแกร่งแล้ว คงต้องดูไปอีกสักระยะ
ในส่วนของไลน์แมนวงใน แม้การได้ร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสครั้งล่าสุด จะทำให้ขาดทุนไป 200 ล้านบาท จากการอัดโปรโมชัน ส่งเสริมการขาย ปะทะกันเลือดสาดระหว่างแพลตฟอร์ม แต่ถือว่าได้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ทั้งต่อผู้บริโภคและร้านค้าบนแพลตฟอร์ม
“เรายังหวังให้เกิดการปรับโครงสร้างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีกว่า 11 ล้านใบให้เป็นระบบดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ไลน์แมนวงในสามารถเข้าไปร่วมในระบบนิเวศดังกล่าวได้ ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ที่อยู่นอกเมือง โดยยินดีสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ช่วยให้การใช้จ่ายมีความโปร่งใส สะดวก ทั้งรัฐบาลและเราต่างได้ประโยชน์ ถือว่า Win Win”
.มองหาการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการ
เมื่อถามถึงแผนธุรกิจในปี 2569 และการเติบโตใหม่ๆ ในอนาคต นายยอด กล่าวว่า ยังคงมองโอกาสเติบโตผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ต่อไป จากที่ก่อนหน้านี้ปิดไปหลายดีลแล้ว
เช่นเดียวกับการเติบโตในธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่ฟู้ดดิลิเวอรี (รับ-ส่งอาหาร) ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งรายได้กว่า 70% โดยธุรกิจใหม่เติบโตได้น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น LINE MAN MART บริการสั่งสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต ที่โตเฉลี่ยปีละ 2 เท่า,บริการด้านสุขภาพ Healthcare โดยเฉพาะบริการเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) ตลอดจนบริการด้านการเงิน ซึ่งมีแผนเพิ่มบริการสินเชื่อลูกค้ารายบุคคล จากเดิมให้บริการสินเชื่อกลุ่มร้านอาหารเป็นหลัก “เรายังเชื่อในการเติบโตภายในประเทศ เชื่อว่ายังมีพื้นที่ในธุรกิจใหม่ๆ ให้เราเข้าไปเจาะ ฐานะบริษัทเทคโนโลยี เรามีดาต้า(ข้อมูล) อยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีวิศวกร 500 คน มีนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) มากกว่า 100 คน”
ส่วนความเสี่ยงในปีนี้ มองว่ามี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ความเสี่ยงจากการแข่งขันสูง แม้การแข่งขันจะเป็นเรื่องดีและไลน์แมนวงในไม่เคยกลัวการแข่งขัน 2. ภัยธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ 3. เศรษฐกิจไทยในเวทีโลก จะสามารถดึงดูดนักลงทุนได้แค่ไหน
.ฝากรัฐบาลตั้งคนเหมาะสมนั่งรัฐมนตรี
นายยอดฝากถึงรัฐบาลใหม่ อยากให้การจัดสรรโควตารัฐมนตรีอยู่ภายใต้ความเหมาะสม แทนการจัดสรรตามโควตาการเมือง การได้คนมีความรู้ ความสามารถมาช่วยบริหาร เป็นส่ิงที่ประเทศกำลังต้องการ
นอกจากนั้น ยังอยากให้การกำกับดูแลแพลตฟอร์มอยู่ภายใต้เงื่อนไขการส่งเสริมมากกว่าควบคุม ควรใช้ประโยชน์จากเอกชนแทนที่จะควบคุมจนขยับตัวไม่ได้ ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงนั้น เป็นส่ิงที่ทำได้แต่ต้องขึ้นในระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น้อยนิดในขณะนี้
“ผมยังอยากให้ยกเลิกกฎระเบียบ กฎหมายที่ล้าหลัง โดยเฉพาะกฎหมายการเงิน การลงทุนจากต่างชาติ รวมทั้งเสนอให้แก้มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติความผิดสำหรับเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริตด้วย ผมมองว่ากฎหมายนี้เป็นเหตุทำให้ข้าราชการ พนักงานหน่วยงานรัฐมีความหวาดกลัวที่จะทำหรือไม่ทำอะไร เป็นตัวฉุดรั้งระบบราชการมาก ลดทอนกำลังใจ แทนที่จะส่งเสริมการทำงาน”