
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026ว่า เพื่อแก้ปัญหาเงินเทาและทุนเทาอย่างเป็นระบบ หลังจากมีการคุมเข้มธุรกรรมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการคุมธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้ว ภายในเดือน มี.ค.69 นี้ หรือประมาณ 2 สัปดาห์ ธปท.จะประกาศหลักเกณฑ์ กำหนดให้การเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง จะต้องมีการแจ้งเหตุผลการเบิกเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายรายการใด เพื่อป้องปรามการนำเงินไปใช้ในธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ลดปัญหาเงินเทา และต่อจากนั้นในระยะต่อไป จะมีการกำหนดให้การฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท จะต้องแจ้งที่มาของเงินด้วย
โดยเกณฑ์ดังกล่าวได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสถาบันการเงินและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากมีการใช้ไประยะหนึ่ง อาจจะมีการประเมินผลอีกครั้ง และอาจจะมีปรับลดวงเงินที่ต้องมีการชี้แจงลงเหลือฝากถอนเหลือ 3 ล้านบาทต่อครั้ง ต้องมีการชี้แจงที่มาที่ไปหากมีความจำเป็น
“ในช่วงแรกนี้หากต้องการถอนเงินสด 5 ล้านบาท ก็ต้องแจ้งเหตุผลการใช้เงินสดได้ เพราะในยุคปัจจุบันการเบิกเงินสดไม่ค่อยมีคนทำ เพราะการทำธุรกิจส่วนใหญ่จ่ายผ่านระบบเช็ค โอนผ่านโมบายแบงก์กิ้งได้ ดังนั้นการป้องกันการถอนเงินสด นอกจากป้องปรามเงินเทาแล้ว ลดการก่ออาชญากรรมได้ด้วย”
ผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า ธปท.อยู่ระหว่างการหารือสถาบันการเงินเพื่อจัดทำค่าธรรมเนียมกลาง ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันแต่ละธนาคารคิดค่าบริการ ค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันมาก ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินของประชาชน โดยจะนำร่อง 10-15 รายการก่อน
“การจัดระเบียบค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ได้หารือกับสถาบันการเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน คาดว่าจะประกาศใช้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยค่าธรรมเนียมที่จะนำร่อง เช่น ค่าโอนหรือถอนเงินข้ามเขต, การโอนเงินต่างธนาคาร, ค่าบัตรเอทีเอ็ม แต่ละธนาคารคิดค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันมาก ยังมีค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น ค่าปรับกรณีการไถ่ถอนเงินกู้ก่อนกำหนด, ค่าธรรมเนียมการจัดการให้สินเชื่อ”