
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ อีอีซี) ถึงความคืบหน้าและวางกรอบทิศทางการพัฒนา “โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ” (EECiti) ภายใต้คอนเซปต์ Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกว่า การหารือครั้งนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าด้านการจัดสรรพื้นที่และวางระบบสาธารณูปโภคเพื่อเดินหน้าโครงการ โดยเฉพาะการวางแผน “ระบบบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการ เพื่อให้รองรับและเป็นต้นแบบในการวางแผนพื้นที่กิจการอื่นๆ ในอาณาบริเวณเมืองใหม่รูปแบบเดียวกันนี้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 15,000 ไร่ มุ่งเป้าสู่การเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub
ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาดำเนินการ ทางอีอีซี เตรียมเร่งผลักดันรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยจะมีการหารือบอร์ด อีอีซีในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ในประเด็นพื้นที่สวนสนุก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และฮับความบันเทิงให้เข้าสู่กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับโลกต่อไป
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า แผนแม่บทดังกล่าว จะเป็นการดึงดูดการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ซึ่งประกอบไปด้วยสวนสนุกระดับโลกที่มีสเกลทัดเทียมกับสวนสนุกชั้นนำของโลก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ที่ได้มาตรฐานสากลและ ศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมที่ตั้งเป้าหมายให้เป็นฮับการจัดงานที่ใหญ่และทันสมัยระดับโลก โดยวางแผนการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ ทั้งในส่วนของการบริการนักท่องเที่ยว การจัดการพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Net Zero City อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากความยิ่งใหญ่ของตัวโครงการแล้ว พื้นที่ EECiti ยังมีจุดเด่น ที่เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลักของประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ โดยพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจาก สถานีรถไฟ (ความเร็วสูง) เพียง 10 กิโลเมตร และห่างจาก สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพียง 15 กิโลเมตร ทำให้สะดวกต่อการเดินทางและขนส่งทั้งในและต่างประเทศ
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด รฟท.ว่า ที่ประชุมบอร์ด รฟท. รับทราบตามรายงานของ รฟท. ที่ผู้รับสัมปทานคือ บริษัท เอเซีย เอราวัณ จำกัด เสนอขอในการแก้ไขร่างสัญญาสัมปทานในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเมื่อรายงานบอร์ด รฟท. แล้วขั้นตอนต่อไป รฟท จะเสนอไปยังอัยการสูงสุด เพื่อหารือในการแก้ไขร่างสัญญาที่จะให้มีการสร้างไปจ่ายไป ส่วนเงินค้ำประกันงานโยธาให้วางเต็มจำนวนที่ 160,000 ล้านบาท กับ เสนอผ่อนจ่ายค่าชดเชยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์จำนวน 16,700 ล้านบาท ออกเป็น 7 งวด
ขณะเดียวกันทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ.จะเป็นคนเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. คาดว่าจะเป็นช่วง ครม. ชุดใหม่ประมาณเดือน มิ.ย.69 ขั้นตอนหลังจากนั้นคาดว่าจะเป็นการลงนามในสัญญา และสามารถออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน หรือ NTP ได้หลังจากนั้นใน 30 วัน และก่อสร้างให้แล้วเสร็จใน 5 ปี 6 เดือน หรือ ปี 75
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นในส่วนของการบอกเลิกสัญญา ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ไทย จีน กรณีเครนถล่ม ช่วงสัญญา 3-4 ที่สีคิ้ว นั้น ในขณะนี้ทาง รฟท. ยังไม่สามารถบอกเลิกสัญญากับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ผู้รับจ้างได้ แต่ได้สั่งหยุดงานไปก่อนพร้อมเข้าตรวจสอบ ขณะเดียวกันในวันนี้ได้มีการหารือไปยังอัยการสูงสุดเพื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว