
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลสำเร็จดันสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย ขึ้นทะเบียน GI มูลค่าสินค้าเพิ่มสูงสุด 660%“สับปะรดท่าอุเทน” แชมป์ ปี 69 เดินหน้าขึ้นทะเบียนต่อ 26 รายการ ตั้งเป้าสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีก 2.6 พันล้านบาท ดันรายได้รวมเกือบ 8.5 หมื่นล้านบาท
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ “ไทยรัฐ” ถึงแผนส่งเสริมและผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 69 ว่า หลังจากปี 68 กรมได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย ที่เชื่อมโยงกับลักษณะภูมิประเทศ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นสินค้า GI ได้เพิ่มขึ้น 25 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้เพิ่มขึ้นกว่า 6,100 ล้านบาท และทำให้ไทยมีสินค้า GI ทั้งสิ้น 239 รายการ สร้างมูลค่ากว่า 82,000 ล้านบาทไปแล้วนั้น
“ในปี 69 ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสินค้า การควบคุมคุณภาพสินค้า และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพราะสินค้า GI มีบทบาทสำคัญในการยกระดับสินค้าชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และขยายช่องทางการตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น”
.GI สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด 660%
นางอรมน กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ของกรม พบว่า การขึ้นทะเบียนสินค้า GI ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้จริงหลายเท่าตัว โดยสินค้า GI ไทย 10 อันดับแรก ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุด ได้แก่ 1. สับปะรดท่าอุเทน นครพนม มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 660% ราคากิโลกรัม (กก.) ละ 38 บาท จากก่อนเป็น GI กก.ละ 5 บาท 2. ละมุดบ้านใหม่ พระนครศรีอยุธยา มูลค่าเพิ่มขึ้น 550% จากกก.ละ 10 บาท เพิ่มเป็น 60 บาท 3. มะม่วงเบาสงขลา มูลค่าเพิ่มขึ้น 471.43% จากกก.ละ 35 บาท เพิ่มเป็น 200 บาท 4. ญอกมละบริน่าน (ย่ามพื้นเมืองของชนเผ่ามละบริ หรือตองเหลือง) มูลค่าเพิ่มขึ้น 400% จากชิ้นละ 500 บาท เพิ่มเป็น 2,500 บาท
5. ปลาช่อนแม่ลา สิงห์บุรี มูลค่าเพิ่มขึ้น 400% จากกก.ละ 60 บาท เพิ่มเป็น 300 บาท 6. เสื่อกกนาหมอม้า อำนาจเจริญ มูลค่าเพิ่มขึ้น 337.50% จากชิ้นละ 160 บาท เป็น 700 บาท 7. ทุเรียนนนท์ มูลค่าเพิ่มขึ้น 300% จากกก.ละ 500 บาท เป็น 2,000 บาท 8. ส้มโอท่าข่อยเมืองพิจิตร มูลค่าเพิ่มขึ้น 300% จากกก.ละ 5 บาท เป็น 20 บาท 9. ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร มูลค่าเพิ่มขึ้น 300% จากชิ้นละ 350 บาท เป็น 1,400 บาท และ 10. สังคโลกสุโขทัย มูลค่าเพิ่มขึ้น 290.63% จากชิ้นละ 640 บาท เป็น 2,500 บาท
“การขึ้นทะเบียน GI เปรียบเสมือนประทับตราให้สินค้าว่าเป็นของดี ของแท้ ของเฉพาะถิ่น ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี เพราะผู้บริโภคเชื่อมั่นในแหล่งกำเนิดและคุณภาพที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งยังสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน เพราะสินค้าที่ใช้ตราสัญลักษณ์ GI จะมีความโดดเด่น ยากจะลอกเลียนแบบ ส่งผลให้ปี 68 สินค้า GI ไทย สร้างรายได้กว่า 82,000 ล้านบาท”
.ปี 69 ขึ้นทะเบียน 26 รายการ
สำหรับในปี 69 นางอรมน กล่าวว่า กรมตั้งเป้าหมายการขึ้นทะเบียน GI ไทย 26 รายการ จาก 23 จังหวัด ประกอบด้วย สับปะรดสวี ชุมพร, ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ อ่างทอง, ชมพู่คลองหาด สระแก้ว, ส้มโอเวียงแก่น เชียงราย, ปลานิลสายน้ำไหลเบตง ยะลา, กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต, ครกดินเผาบ้านกลาง นครพนม, ผ้าย้อมครั่งลำปาง, ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ, แตงโมหวานยโสธร, ปลาสลิดบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว สมุทรสาคร, น้ำตาลสดเกยชัย นครสวรรค์
รวมทั้งผลิตภัณฑ์คล้าศรีบุญเรือง หนองบัวลำภู, ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก, ชารางแดงเกาะเกร็ด นนทบุรี, กะปิเคยตาดำคลองโคน สมุทรสงคราม, นมวาริช และเนื้อครามสกลนคร, มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี, มันแกวน้ำก่ำธาตุพนม นครพนม, เห็ดตับเต่าสามเรือน พระนครศรีอยุธยา, ส้มมะปี๊ดจันทบุรี, กระจูดควนเคร็ง นครศรีธรรมราช และพริกไทยสุไหงอุเป สตูล โดยคาดว่า จะสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นได้อีกไม่น้อยกว่า 2,600 ล้านบาท
“เมื่อรวมกับมูลค่าทางการตลาด GI ไทยทั้งหมดแล้ว จะสร้างรายได้เกือบ 85,000 ล้านบาท ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ จะจัดทำคำขอจดทะเบียน GI ไทนในต่างประเทศ 2 สินค้า คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ที่ญี่ปุ่น และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ที่มาเลเซีย จากปัจจุบัน ยื่นคำขอในต่างประเทศแล้ว 27 คำขอ ได้จดทะเบียนรับความคุ้มครองแล้ว 18 คำขอ รวม 10 สินค้า ใน 33 ประเทศทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นต้น และกำลังรอตรวจสอบอีก 9 คำขอ รวม 8 สินค้า ใน 30 ประเทศ
.คุมคุณภาพสินค้า-ขยายตลาด
นางอรมน กล่าวอีกว่า หลังจากส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมยังช่วยควบคุมตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้า ทั้งมาตรฐานระดับประเทศ และระดับสากล โดยมาตรฐานในประเทศ ได้จัดทำระบบและการตรวจสอบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI โดยเสนอจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสินค้า GI และคณะกรรมการระดับจังหวัดในการควบคุมตรวจสอบ เพื่ออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย
นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับการควบคุณภาพผ่าน GI SMARTTRACE ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตสินค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยปี 68 นำร่องกับทุเรียนนนท์ และปี 69 ขยายไปยังมังคุดเขาคีรีวง และต่อด้วยปลากุเลาเค็มตากใบ ส่วนมาตรฐานระดับสากล สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ตรวจรับรองระบบควบคุมตรวจสอบตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ยังออกระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “GI” รูปแบบใหม่ กับสินค้าต่างๆ ที่นำสินค้า GI ไปแปรรูปหรือเป็นวัตถุดิบ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำสินค้า GI ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผ่านการส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ด้วย
**************************