
สะท้อนเศรษฐกิจชะลอ สินเชื่อไทยติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 6 ไตรมาส หรือ 1 ปีครึ่ง เอสเอ็มอีครองแชมป์สินเชื่อหดต่อเนื่อง 14 ไตรมาส หนี้เสียเริ่มชะลอตัว คาดปีนี้สินเชื่อใหม่ยังไม่กระเตื้อง แบงก์ตั้งเป้าโต 1.6-2% ธปท.หวังโครงการ เอสเอ็มอี เครดิต บูต เติมเงิน 1 แสนล้าน -จ่อขยายผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ช่วยสินเชื่อบ้าน-ธุรกิจอสังหาฯ
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของธนาคารพาณิชยฺ ไตรมาสที่ 4 และปี 2568 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีผลการดำเนินงานในปี 2568 ปรับลดลง 3.6% จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุจากรายได้อัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์มากกว่า 70% ของรายได้ทั้งหมเที่ปรับลดลง 9.8% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในปีที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้า และการดำเนินการตามมาตรการคุณสู้ เราช่วยและยังเป็นผลของการปล่อยสินเชื่อโดยรวมที่ชะลอลง ความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูง
สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ทั้งปี 2568 โดยรวมหดตัว 1.1 %จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการติดลบต่อเนื่องมาแล้วทั้งสิ้น 6 ไตรมาส ผลจากสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่ง ณ สิ้นปี 2568 ขยายตัวติดลย 4.1% ติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 14 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง โดยล่าสุดสิ้นปี 2568 หดตัว 1.1% ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย 1% ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 86.8% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า
ด้านคุณภาพสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล: NPL (Stage 3) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 536,000 ล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอล ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน ( Stage 2) ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เอสเอ็มอีและครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้ชะลอลง
สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในปี 2569 นั้น นายสมชาย กล่าวว่า เท่าที่ได้สอบถามเป้าหมายของการปล่อยสินเชื่อในปี 2569 ไปยังธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ พบว่า ทุกแห่งไม่ต้องการเห็นสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เร่งการปล่อยสินเชื่อเพราะต้องเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีสูงขึ้น โดยระบบธนาคารพาณิชย์ตั้งเป้าหมายสินเชื่อทรงตัวจากปีที่่ผ่านมา หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยตั้งเป้าขยายตัว 1.6-2%
ทั้งนี้ จะขยายตัวของสินเชื่อได้เท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาทั้งการใช้จ่ายในประเทศ และการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนของเอสเอ็มอีนั้น นอกจากภาวะเศรษฐกิจยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ ธปท.ได้มีการจัดทำโครงการ เอสเอ็มอี เครดิต บูต ขึ้นมาเพื่อช่วยค้ำประกันความเสี่ยงให้กับเอสเอ็มอี ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อเอสเอ็มอีในระบบได้ 100,000 ล้านบาทภายะใน 2 ปี
ต่อข้อถามว่า จะมีการขยายการผ่อนคลายมาตรการ LTV ต่อเนื่องเพื่อช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ในขณะนี้ธปท.กำลังดำเนินการเพื่อขยายการผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่จะจบในเดือน พ.ค.นี้ออกไปอีก 1 ปี หากเห็นว่า การขยายมาตรการดังกล่าวจะช่วยภาคธุรกิจได้ และหากพิจารณาสินเชื่อบ้านในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าสามารถขยายสินเชื่อได้เฉพาะสินเชื่อบ้านราคาสูงที่ยังพอมีกำลังซื้อ
ส่วนกรณีที่บริษัทกัลฟ์รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าได้เข้าถือหุ้นธนาคารกสิกรไทยนั้น ธปท.ได้ติดตามกรณีดังกล่าวมาตั้งแต่เข้าถือหุ้นกสิกรไทยเกินกว่า 5% ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการที่ผิดเกณฑ์ธปท. และยังไม่มีการขอถือหุ้นเกินกว่า 10%