อัปยศ! จากคนป่วยสู่คนโกงแห่งเอเชีย บี้ “นายกหนู” เร่งกู้ศรัทธา

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

อัปยศ! จากคนป่วยสู่คนโกงแห่งเอเชีย บี้ “นายกหนู” เร่งกู้ศรัทธา

Date Time: 12 ก.พ. 2569 07:34 น.

Summary

  • “ธนวรรธน์” จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาทุจริตล้างภาพคนโกงแห่งเอเชีย 
  • หลังดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันไทยปี 68 ร่วงอยู่อันดับ 116 ของโลก
  • ประธาน ACT เผยเลวร้ายสุดและน่าอายสุดสำหรับไทยที่ได้คะแนนต่ำสุดรอบ 19 ปี
  • จี้นายกฯคนใหม่เป็นผู้นำต้านโกงกู้ภาพลักษณ์ประเทศ
  • กกร. หวั่นกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ

Latest

สำรองเงินแสนล้านรับตรุษจีน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้เผยแพร่รายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ประจำปี 68 และไทยอยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนน 33 คะแนน จากปี 67 ที่ได้ 34 คะแนนเต็ม 100 ต่ำสุดในรอบ 19 ปี ว่า รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชันโดยเร็ว ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศชัดเจนว่า จะฟังประชาชน และทำเพื่อประเทศ โดยบุคลิกของนายอนุทิน เป็นคนพูดแล้วทำ เชื่อว่า จะเห็นด้วยกับประชาชนในการเร่งปราบคอร์รัปชัน แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงทุนเทาต่างๆ


“ตอนนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่คนป่วยแห่งเอเชีย แต่ยังเป็นคนโกงแห่งเอเชียด้วย เพราะดูจากคะแนนมีเพียง 3 ประเทศในอาเซียนที่ต่ำกว่าไทย คือ ฟิลิปปินส์ 32 คะแนน กัมพูชา 20 คะแนน และเมียนมา 16 คะแนน ขนาดเวียดนาม ที่เมื่อก่อนต่ำกว่าไทย ตอนนี้มีคะแนน 41 มาเลเซียก็ได้ 52 คะแนน หรือแม้แต่อินโดนีเซีย และลาว ก็ยังได้ 34 คะแนน สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง สูงสุดในอาเซียนอยู่แล้ว ได้ 84 คะแนน”


อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ระหว่างจัดทำดัชนีคอร์รัปชันไทย แต่ผลเบื้องต้นพบว่า คนไทยมีความทนทานต่อการทุจริตลดลง มาอยู่ที่ 1.1 คะแนน ลดจากการสำรวจครั้งก่อนที่อยู่ที่ 2 จากเต็ม 10 แต่หลายประเทศต้องการ 0 ที่ไม่ทนทานเลย จะเห็นได้ว่า คนไทยออกมาประท้วงผลการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส ถ้ารัฐบาลเร่งปราบทุจริต จะทำงานง่ายแน่นอน เพราะมีเครือข่ายประชาชนร่วมด้วยอย่างเข้มแข็ง”


สำหรับสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและจริงจัง ศึกษาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากต่างประเทศ และนำมาใช้กับประเทศ ปลุกจิตสำนึกและรณรงค์การต่อต้านคอร์รัปชัน เหมือนที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับคณะทำงาน กกร. และเพื่อนไม่ทน และภาคเอกชนอื่นๆ เดินหน้าต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ รวมถึงสร้างระบบการลงโทษทางสังคม (โซเชียล แซงก์ชัน) เพื่อกดดันให้ผู้กระทำผิดลาออก หรือเลิกกระทำ


ส่วนนายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า การจัดอันดับ CPI ปีนี้ เป็นเรื่องเลวร้ายมากสำหรับไทย เราได้คะแนนต่ำสุดในรอบ 19 ปี และน่าละอายที่นานาชาติมองไทยเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน และคนขี้โกง การคอร์รัปชันฝังรากลึกอยู่ในระบบ และกลไกทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีหลังนี้ รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชัน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น


“เมื่อคอร์รัปชันฝังรากลึก ผลกระทบจึงลุกลามไปไกลกว่าที่คิด ระบบเส้นสายและเงินสินบนทำให้โอกาสในสังคมบิดเบี้ยว คนที่มีเงินจ่ายสินบนจะมีโอกาสได้มากกว่าหรือได้เร็วกว่า ขณะที่คนดีและคนเก่งจำนวนมากกลับเสียโอกาสเพียงเพราะไม่มีพวกพ้อง”


นอกจากนี้ ยังทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมลดลง คนไม่ไว้ใจกระบวนการยุติธรรม องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอ่อนแอ ทำให้หลักนิติธรรมอ่อนแอ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในระบบรัฐ อีกทั้งยังกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ หากไทยหยุดคอร์รัปชันและฟื้นฟูหลักนิติธรรมได้ เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 3% และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะกลับมา และกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น


“การปราบคอร์รัปชันต้องเริ่มจากผู้นำประเทศ อยากให้แสดงตนเป็นผู้นำต่อต้านคอร์รัปชัน และควรตั้ง ‘วอร์รูมต้านโกง’ ที่เปิดให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะระบบที่เรามีอยู่ เอาชนะคอร์รัปชันไม่ได้แล้ว หากรัฐบาลใหม่ต้องการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ต้องเดินหน้าแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนอนาคตของประเทศ”


ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” ห่วงว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเฉพาะคะแนนที่ลดลงเกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง


“แม้ขณะนี้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ แต่ยังสามารถเร่งมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และเสริมความเป็นอิสระ โปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงลดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และที่สำคัญคือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เป็นต้น รวมทั้งเร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล – หน่วยงานบังคับใช้ – ภาคเอกชน”


ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ