
“เอกนิติ” เข็นราชการ-รัฐวิสาหกิจ เร่งเบิกจ่ายงบปี 69 กำชับ “บีโอไอ ตามงานให้เกิดการลงทุนจริง หารือ ธปท.ติดตามงานปิดหนี้ไวไปต่อได้ -เครดิตบูต ช่วยเอสเอ็มอี ดันเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจ มั่นใจจีดีพีปี 68 สูงกว่าที่คาดอานิสงส์การทำงานจริงของรัฐบาลช่วง 73 วัน ย้ำเป็นรัฐบาลทางการ กดปุ่ม “คนละครึ่งพลัส” มาแน่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในช่วงรอยต่อของการเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลชุดปัจจุบันยังสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงได้สั่งการไปยังหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบปี 2569 การกำชับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้เร่งรัดการลงทุนของผู้ได้รับบีโอไอไปแล้ว 80 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 480,000 ล้านบาท รวมทั้งกการติดตามโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้อนุมัติไปก่อนหน้า อาทิ มาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้, มาตรการเครดิตบูต ช่วยเอสเอ็มอี เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ ช่วยพยุงเศรษฐกิจปี 2569
“ผมได้หารือกับผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว ให้ช่วยเร่งดำเนินการมาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ เพื่อเพิ่มจำนวนประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท มาปิดหนี้ การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท และมาตรการใดที่ทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะเร่งทำ เพื่อพยุงเศรษฐกิจปีนี้”
นอกจากนั้ ยังได้เตรียมการเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ได้แก่ คนละครึ่งพลัส ซึ่งต้องเตรียมระบบให้พร้อมในการดำเนินการ เมื่อได้รัฐบาลอย่างเป็นทางการ ก็จะสามารถดำเนินการทันที ซึ่งยังคงยึดหลักการเดิม 2,000 บาท สำหรับคนไม่อยู่ในระบบภาษี และ 2,400 บาท สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึงพิจารณาว่าจะแจกพร้อมกัน หรือจะแจกกลุ่มตกหล่นจากรอบแรกก่อน, บัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) เพื่อกระตุ้นการออม เป็นต้น
ทั้งนี้ สำหรับมาตรการ Easy E-Receipt (อีซี่ อี-รีซีท) คงไม่นำกลับมาใช้ เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลในการกระตุ้นการใช้จ่ายมากนัก ส่วนการขยายระยะเวลาลดหย่อนภาษี หัก ณ ที่จ่าย ให้ผู้ประกอบการ จาก 3% เหลือ 1% ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลาไปแล้วเมื่อธ.ค.68 หรือไม่นั้น ขอพิจารณาข้อกฎหมายว่า สามารถดำเนินการได้หรือไม่
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งตามนโยบายคือ ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้น จะพยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนให้มากที่สุด คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้การลงทุนนั้น เห็นผลระยะสั้น คือ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และเห็นผลระยะยาวคือ การปรับโครงสร้างของประเทศ เนื่องจากประเทศไทย ไม่ได้ลงทุนโครงสร้างเศรษฐกิจมานานมากแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทย ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน
“จากผลการเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทำให้เกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะตลาดทุน ที่กลับมาคึกคัก เพราะเห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ เกิดความต่อเนื่องในการทำงานแน่นอน ซึ่งผมจะต้องนำนโยบายที่ประกาศไว้ในตอนหาเสียง คือ Thailand 10+ มาดำเนินการอย่างแน่นอน และในระหว่างนี้ ผมจะไม่หยุดทำงาน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจดีขึ้น”
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาราว 73 วัน เริ่มเห็นผลงานแล้วว่า สามารถดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เติบโต 1.8% อีกทั้งส่งออกของไทยดีขึ้นด้วย ดังนั้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 จะเติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้แน่ ส่วนจะเติบโตเท่าใด เกิน 2% หรือไม่ รอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ก.พ.69นี้
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง ได้เตรียมความพร้อมมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้รอรัฐบาลมาดำเนินการแล้ว โดยนำจุดบกพร่องจากรอบที่แล้ว มาปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่วนจะปรับปรุงเงื่อนไขหรือไม่ ต้องรอรัฐบาลตัดสินใจ หากได้รัฐบาลอย่างเป็นทางการเมื่อใด ก็พร้อมดำเนินการทันทีเช่นกัน