ผลสรุปเลือกตั้ง 2569 ชัยชนะ“พรรคภูมิใจไทย”กับภารกิจผลักดัน GDP 3% เราจะเลิกเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ?

Economics

Thai Economics

Tag

ผลสรุปเลือกตั้ง 2569 ชัยชนะ“พรรคภูมิใจไทย”กับภารกิจผลักดัน GDP 3% เราจะเลิกเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ?

Date Time: 9 ก.พ. 2569 10:13 น.

Video

ถอดโมเดล SpaceX เบื้องหลังเกมการเงิน Elon Musk เดิมพันใหญ่กว่าที่คิด | Digital Frontiers EP.53

Summary

ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 2569 ด้วยเกม “เศรษฐกิจนำการเมือง” เป้า GDP โต 3% ค่าไฟ 3 บาท พักหนี้ 3 ปี และนโยบาย “ซื้อเครื่องบินรบ จ่ายด้วยข้าว”จับตา ทำได้จริงไหม? พาไทยพ้น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

Latest


ผลสรุปการเลือกตั้งปี 2569 ด้วยปรากฏการณ์ “น้ำเงินเข้ม” ที่ไม่ใช่แค่การรักษาฐานที่มั่น แต่คือการ “ปักธง” ขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย จากพรรคที่เคยถูกมองว่าเป็น “พรรครายจังหวัด” หรือ “พรรคบ้านใหญ่” สู่ แกนนำจัดตั้งรัฐบาลแบบเหนือความคาดหมายนั้น

คล้ายจะพิสูจน์ได้ว่า ยุทธศาสตร์ที่เน้น “ความนิ่ง” และ “ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ” อาจเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ ถวิลหามากที่สุด ในยามที่โลกมองไทยเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” มีปัญหาทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ และ เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเรี่ยดิน 

ย้อนไป หลายปีที่ผ่านมา การเมืองไทยถูกขับเคลื่อนด้วยคำใหญ่ ๆ 

  • รัฐธรรมนูญ
  • โครงสร้างอำนาจ
  • การปฏิรูปประเทศ
  • ต้านเทา

แต่ผลเลือกตั้งปี 2569 บอกชัดว่า คนจำนวนมาก ยังโหวตด้วยคำถามเดียวว่า พรรคไหนที่จะทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นได้เร็วที่สุด ! และคำตอบที่คนจำนวนมากเลือก ก็คือ พรรคภูมิใจไทย

ปรากฏการณ์ “ภูมิใจไทย พลัส” ที่คนซื้อ

บทวิเคราะห์พลั่งพรูจำนวนมาก ต่างพุ่งไปที่ “Super G (ศุภจี) - สีหศักดิ์ – เอกนิติ ”  ผู้บริหารมืออาชีพ ที่พูดภาษางาน พูดภาษานโยบาย และไม่พูดภาษานักการเมือง ดูเหมือนสิ่งนี้ จะเปลี่ยนภาพพรรคได้ทันที จากพรรคบ้านใหญ่ กลายเป็นพรรคที่มี “ผู้จัดการประเทศ” เดินหน้าต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

ทำให้ คนไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเลือกนักการเมือง แต่เลือก ทีมบริหาร และนี่คือจุดที่คำว่า“ภูมิใจไทย พลัส” เกิดขึ้น และถูกซื้ออย่างเป็นเอกฉันท์จากกลุ่มที่มองว่า “เรื่องปากท้องต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญ” เป็นเวอร์ชั่นที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และชนชั้นกลาง รู้สึกว่าปลอดภัย และคิดว่า“ฝากอนาคตไว้ได้”

อีกตัวแปรที่ปัดทิ้งไม่ได้ เมื่อภูมิใจไทยไม่ยืนสุดโต่งทางอุดมการณ์ ,ไม่ประกาศรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่ และไม่ทำให้ใครรู้สึกเสี่ยง มันคือโมเดลที่กลุ่มทุนชอบ และกลุ่มประชาชนที่เหนื่อยกับความวุ่นวายก็ชอบ

“เสถียรภาพ + ต่อเนื่อง + พูดเรื่องเศรษฐกิจชัด” 

ทำให้บลูมเบิร์ก สื่อต่างประเทศถึงกับวิเคราะห์ว่า ชัยชนะของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” สร้างความหวังเรื่องเสถียรภาพให้ไทย ในวันที่โลกเคยมองว่าไทยคือ Sick Man of Asia

กางแผน “10 พลัส” มาตรการกู้ชีพประเทศไทย “คนป่วยแห่งเอเชีย” 

เมื่อภูมิใจไทย อาสามาเป็น “หมอ” เพื่อรักษา “คนป่วยแห่งเอเชีย” ภายใต้เป้าหมายผลักดันจีดีพี เติบโต 3% ที่ไม่ใช่ด้วยเมกะโปรเจกต์ แต่ด้วย “เงินถึงมือคนเร็วที่สุด”

Thairath Money ชวนเจาะ “ยาแรง” ชื่อว่านโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ เพื่อใช้ในการทวงถามและติดตาม” ว่าทุกเม็ดเงินที่ใช้และทุกนโยบายที่ประกาศไว้ จะถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงตามสโลแกน “พูดแล้วทำ” หรือไม่ 

นโยบายที่เน้นการ “เติมเงิน-ลดภาระ-สร้างโอกาส” แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย 

กลุ่มฐานรากและคนตัวเล็ก (Short-term Stimulus)

  • คนละครึ่งพลัส : การสานต่อและอัปเกรดนโยบายยอดฮิต โดยเน้นระบบที่ป้องกันการสวมสิทธิ์และเชื่อมโยงข้อมูลกัน เพื่อให้เงินถึงมือคน 13 ล้านรายจริงๆ
  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรูปแบบใหม่ ลงทะเบียนรายได้น้อยใหม่ ไม่ให้ใครสวมสิทธิ์คนจน 
  • ค่าไฟ 3 บาท: ล็อคเรตราคาไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรก เพื่อลดค่าครองชีพในทันที 
  • พักหนี้ 3 ปี: หยุดทั้งต้น ปลอดทั้งดอก พร้อมกลไก AMC (Asset Management Company) ของรัฐที่จะเข้ามาช่วยบริหารหนี้เสียให้คนตัวเล็กได้ไปต่อ

ยุทธศาสตร์ “บาร์เตอร์เทรด” (Barter Trade) ของใหม่ที่มีกิ๋น

นี่คือนโยบายลายเซ็นของ “ศุภจี” ที่น่าสนใจที่สุด คือ "ซื้อเครื่องบินรบ จ่ายด้วยข้าว" ซึ่งเคยระบุไว้ว่า หากรัฐบาลจะใช้งบประมาณมหาศาลซื้อยุทโธปกรณ์หรือสินค้าจากต่างประเทศ ต้องมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน (Offset Policy) ให้ต่างชาติต้องซื้อสินค้าเกษตรไทย (ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง) กลับไปในมูลค่าที่ตกลงกัน

กลยุทธ์นี้จะเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ซื้อ” เป็น “คู่ค้า” ช่วยระบายสต็อกสินค้าเกษตรและพยุงราคาพืชผลโดยไม่ต้องใช้งบแทรกแซงราคาเพียงอย่างเดียว

“ไทยแลนด์ พลัส” และเศรษฐกิจอนาคต

หากนายกฯ ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ภาพที่พรรคภูมิใจไทยสื่อสารไว้ คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เน้น “ความเร็ว” (Speed) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เพียงวาทกรรม

  • AI พลัส : ไม่ใช่เรื่องเทคนิคระดับสูง แต่คือการทำให้ AI ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้จริง
  • SMEs พลัส : เติมทุนผ่านระบบค้ำประกันที่รวดเร็ว ให้ธุรกิจเล็กเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • Green Economy : เปลี่ยนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางการค้า (Trade Plus) ลดความเสี่ยงการถูกกีดกันทางการค้าในตลาดโลก
  • จ้างผู้สูงอายุทำงาน : ภาคธุรกิจนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท เปลี่ยนภาระสังคมสูงวัยให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจ

แนวคิดทั้งหมดนี้ ถูกร้อยเรียงอยู่ในกรอบใหญ่ที่พรรคเรียกว่า “10 พลัส” โมเดลที่พรรคภูมิใจไทย เชื่อว่า จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ

ซึ่งประกอบด้วย

  1. คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส+ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก แก้เศรษฐกิจปากท้อง
  2. ผู้สูงวัย พลัส+ ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล
  3. ชุมชน พลัส+ ผลิตของที่ใช่ ขายของที่ชอบ ตอบโจทย์ทุกคน
  4. การศึกษาเท่าเทียม พลัส+ เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงาน เรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา
  5. Made in Thailand SMEs พลัส+ เติมทุน ค้ำประกัน สู้ได้ทุกเวที
  6. ลงทุน พลัส+ รัฐร่วมทุน กระตุ้นการเติบโตระยะยาว
  7. เศรษฐกิจสีเขียว พลัส+ รักษ์โลก คือทางรอดและทางรวยยั่งยืน
  8. AI พลัส+ AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน
  9. Trade พลัส+ ค้าขายฉลาด อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลกด้วยพันธมิตร
  10. Thailand พลัส+ รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก

แต่โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ไม่ได้มีแค่นโยบาย

แม้นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอ จะตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้อย่างตรงจุด แต่เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ชี้ว่า การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้จริง จำเป็นต้องทำมากกว่านั้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลก และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ รัฐบาลใหม่จำเป็นต้อง

  • ปรับลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน
  • เร่งให้ SMEs เข้าสู่ระบบ
  • สนับสนุนสินค้า Made in Thailand อย่างเป็นรูปธรรม
  • เดินหน้าการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”

กกร. ยังตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า นโยบายหาเสียงที่เน้นประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น มักใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ขาดยุทธศาสตร์สร้างรายได้ประเทศอย่างเป็นระบบในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัดด้าน Fiscal Space กำลังเป็นประเด็นสำคัญ ณ ธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือ 66.09% ต่อ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70%

นั่นหมายความว่า รัฐบาลใหม่จะ “ใช้เงิน” ได้ไม่อิสระเหมือนในอดีตอีกต่อไป และอีกประเด็นที่ภาคธุรกิจย้ำชัด คือ คอร์รัปชัน คือ ต้นทุนแฝงที่สูงที่สุดของเศรษฐกิจไทย หากไม่แก้เรื่องนี้ ต่อให้นโยบายดีเพียงใด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะยังถูกฉุดรั้งอยู่ดี

จึงทำให้คำถามสำคัญหลังเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้อยู่แค่ว่าภูมิใจไทยมีนโยบายอะไรแต่คือภูมิใจไทยจะทำนโยบายเหล่านี้ ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ได้อย่างไร เพราะนี่คือ “ด่านพิสูจน์จริง” ว่าชัยชนะครั้งนี้ จะพาไทยเลิกเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ได้จริงหรือไม่.


ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney





Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์