
“ธรรมนัส ” เปิดนโยบายพรรคกล้าธรรมฉบับ “นักปฏิบัติ” ประกาศเลิกประกันราคา เลิกจำนำสินค้าเกษตรที่เปิดช่องให้มีการโกง ชูโมเดล“จัดการอุปทาน”เพื่อแก้ราคาสินค้าเกษตรแทน พร้อมตั้ง “สหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” ดึงมืออาชีพบริหารหนี้ครู หนี้กษตรกร มั่นใจกวาด ส.ส. 50 ที่นั่ง เป็น “โซ่ข้อกลาง” จัดตั้งรัฐบาล ย้ำชัด “ผมไม่ใช่สีเทา” รวยมาจากธุรกิจ ประกาศนำทัพสู่ “พรรคสีเขียว” เต็มตัว
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของพรรคกล้าธรรม วางเป้าหมายเป็นพรรคสีเขียวหรือพรรคนักปฏิบัติ ภายใต้สโลแกน“ทำมากกว่าพูด” โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากให้กับประชาชนกลุ่มเกษตรกรและข้าราชการครู ในด้านนโยบายเศรษฐกิจภาคเกษตร ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรับจำนำ หรือ ประกันรายได้ เนื่องจากมองว่าเป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตและสร้างภาระงบประมาณ โครงการเหล่านี้ทำให้เงินรั่วไหลไปสู่พ่อค้าคนกลางมากกว่าเกษตรกร
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมเสนอแนวทางการจัดการอุปทาน เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นโยบายเดิมๆ เป็นเพียงนโยบายขายฝัน ที่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงคนฐานรากไม่ได้ประโยชน์ ปัญหาของโครงการรับจำนำข้าวมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างชัดเจน เช่น พฤติกรรมการนำข้าวไปสต็อกไว้แล้วมีการเวียนเทียนเอาข้าวดีออกแล้วนำข้าวเสื่อมสภาพใส่เข้าไปแทน จนส่งผลให้โครงการล้มเหลวและมีผู้ถูกดำเนินคดีจำคุกจริง ส่วน โครงการประกันรายได้ เป็นช่องโหว่ที่เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าคนกลาง หรือนายทุนฉวยโอกาสกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรให้ต่ำลง เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกร ทำให้พ่อค้าสามารถซื้อของถูกไปขายแพงเพื่อกอบโกยกำไร ขณะที่รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาลในการจ่ายส่วนต่าง
“พรรคกล้าธรรมจึงเสนอมาตรการชะลอการขาย ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกรหรือโรงสีเก็บสต็อกผลผลิตไว้รอจังหวะราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นค่อยนำออกขาย วิธีนี้จะใช้งบประมาณเพียงหลักหมื่นล้านบาท ต่างจากการจำนำที่ใช้หลักแสนล้านบาท แต่สามารถดึงราคาตลาดให้สูงขึ้นได้จริงตามกลไกดีมานด์และซัพพลาย พร้อมทั้งเน้นมาตรการควบคุมปริมาณการผลิตให้สมดุลกับความต้องการตลาด และการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิตภายในประเทศ”
.ดันตั้ง “สหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” รื้อหนี้สิน
สำหรับปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและเกษตรกร ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า มีแนวคิดการจัดตั้ง สหกรณ์ออมทรัพย์กลาง เพื่อรวบรวมหนี้สินจากสหกรณ์ทั่วประเทศเข้ามาปรับโครงสร้างในจุดเดียว โดยเน้นย้ำความจำเป็นที่ต้องดึงมืออาชีพทางการเงินเข้ามาบริหารจัดการกองทุนแทนคณะกรรมการสหกรณ์ท้องถิ่น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการนำเงินไปลงทุนผิดประเภทจนเกิดความเสียหายเหมือนในอดีต เช่น การนำเงินไปลงทุนในหุ้นกู้บริษัทที่ล้มละลาย โดยตั้งเป้าหมายให้การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยให้ผู้กู้มีเงินเหลือดำรงชีพได้จริง ไม่ใช่ถูกหักเงินเดือนเพื่อใช้หนี้จนหมดเหมือนที่เป็นอยู่ เช่น ให้เหลือเงินอย่างน้อย 2,000-3,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ จะใช้กลไกของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้ามาขับเคลื่อนควบคู่กับการปฏิรูประบบสหกรณ์ทั้งระบบ โดยเสนอให้เพิ่มอำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ ให้มีบทบาทกำกับดูแลเข้มงวดเสมือนธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคุมธนาคารพาณิชย์ เพื่อควบคุมมาตรฐานการบริหารและป้องกันความเสียหาย พร้อมทั้งเสนอแนวทางเพิ่มรายได้ให้ข้าราชการครูด้วยการปลดล็อกวิทยฐานะจาก C8 เป็น C9 ได้ทันทีในช่วง 3 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ เพื่อให้มีเงินประจำตำแหน่งและเงินบำนาญเพิ่มขึ้นสำหรับเลี้ยงชีพและครอบครัวหลังเกษียณอายุราชการ
.มั่นใจกวาด 50 ที่นั่งปักธงภาคใต้
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมคือพรรคสีเขียวที่เน้นการลงมือทำ และพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนกลุ่มฐานราก วางตำแหน่งเป็น“โซ่ข้อกลาง”ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยจากการประเมินผู้สมัครเกรดเอที่มีกว่า 100 คน คาดว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด จะได้รับเลือกตั้ง ส.ส.เขต ไม่ต่ำกว่า 50 ที่นั่ง และมั่นใจในพื้นที่ภาคใต้จะได้ ส.ส. รวมกว่า 10-15 ที่นั่ง โดยเฉพาะสงขลามั่นใจว่าจะได้ 4 เขต จาก 9 เขต รวมถึงสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือยังคงรักษาฐานที่มั่นในจังหวัดพะเยาและเชียงใหม่
“ต้องยอมรับว่าในบางพื้นที่สีเขียว กำลังเข้าไปแทรกซึมในฐานเสียงของทุกสี ทั้งแดงและส้ม ทุกๆ ภาคจะมีสีเขียวอยู่ในสมการ แม้แต่ภาคเหนือตอนบนที่เจ้าถิ่นเคยชนะมาเยอะ แต่สุดท้ายก็มีสีเขียวแทรกเข้าไปได้ ส่วนภาคกลางเรามีฐานที่มั่นในสระบุรี ปทุมธานี รวมถึงสมุทรสาครและสมุทรปราการที่แม้จะไม่เต็มอัตราแต่แทรกได้แน่ๆ ขณะที่ ภาคใต้ เป็นพื้นที่ปราบเซียนที่พรรคสีแดง เข้าไม่ได้เลย แต่เราเจาะได้ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เข้าไปอยู่ในสมการต่อสู้กับเจ้าถิ่นอย่างพรรคประชาชาติและพรรคภูมิใจไทย”
.ยันทำธุรกิจถูกกฏหมาย“ไม่ใช่สีเทา”
ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวชี้แจงถึงข้อครหาเรื่องธุรกิจสีเทา โดยยืนยันว่า ประกอบอาชีพสุจริตและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ และตลาด ที่ทำมาก่อนเล่นการเมือง
“ธุรกิจของผมล้วนๆ ทำสลากก็ของผมล้วนๆ ทำรถเมล์ก็ของผม ทำตลาดก็ของผม ทำอสังหาฯ หมู่บ้านที่เขตดินแดง ผมทำมาเกือบ 2,000-3,000 หลัง ไม่เคยถามผมเลย ของผมล้วนๆ ไม่ต้องไปหุ้นกับใคร ผมไม่ใช่เทา เพราะฉะนั้นอย่ามากล่าวหาผม ผมทำมาหากินชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีธุรกิจไหนที่เป็นธุรกิจสีเทา ผมไม่ทำอาชีพ เปิดบ่อนการพนัน ค้าประเวณี ทำผิดกฎหมาย เลี่ยงการจดเสียภาษี ไม่มี"
ส่วนกรณีวาทกรรม“มันคือแป้ง” ร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงว่าเป็นการพูดอ้างอิงตามผลการตรวจพิสูจน์ของศาลในประเทศออสเตรเลียที่ยกฟ้องจำเลยหลัก เนื่องจากสารที่พบมีสิ่งเจือปนแป้งมากกว่าสารเสพติด ส่วนตนเองอยู่ในสถานะพยานที่ถูกคุ้มครอง(Protection Witness) ในสถานพินิจเยาวชน ไม่ใช่ผู้ต้องขังในเรือนจำ และถูกแจ้งข้อหาเพียงการรับรู้ (Knowing Concern) เท่านั้น ด้านความสัมพันธ์กับ “เบน สมิธ” ยืนยันว่าไม่ได้มีความสนิทสนมลึกซึ้ง รู้จักในฐานะนักธุรกิจและที่ปรึกษาทางการเงิน ที่เคยชักชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย เป็นเรื่องปกติในแวดวงธุรกิจระดับสูง และปัจจุบันไม่ได้มีการติดต่อกันแต่อย่างใด