อย่ากลัว "โรงงานอัจฉริยะจีน"

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

อย่ากลัว "โรงงานอัจฉริยะจีน"

Date Time: 5 ก.พ. 2569 04:33 น.

Summary

ปัจจุบันจีนเปลี่ยนจาก “ฐานการผลิตราคาถูก” ไปสู่ผู้นำด้าน “พลังการผลิตคุณภาพใหม่” (New Quality Productive Forces) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ค.ศ.2026-2030) มุ่งเน้นการผลิตที่ “ฉลาดที่สุด” และ “มีคุณภาพสูงที่สุด” แก้ปัญหาโครงสร้างประชากร และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกว่า 4-5 เท่า

Latest

ลุยทำ “หมูหัน” รับ “ตรุษจีน” ดึงผลผลิตส่วนเกินจากตลาด 5 หมื่นตัวต่อเดือน

ปัจจุบันถ้าถามว่า ประเทศใดคือโรงงานผลิตสินค้าของโลก?? คำตอบคงหนีไม่พ้น “จีน” เพราะจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอันดับ 1 ของโลก

ในอดีตผู้คนอาจไม่มั่นใจสินค้า Made in China ราคาถูก คุณภาพต่ำ แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว จีนปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่ “สินค้าคุณภาพสูง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ที่หลายประเทศไล่ไม่ทัน

ข้อมูลของ “นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล” ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน ที่บรรยายหัวข้อ “ถอดรหัสการผลิตอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมจีนด้วย AI” หลักสูตร “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3” จากความร่วมมือของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน โดยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, หอการค้าไทย-จีน และ China Media Group

ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันจีนเปลี่ยนจาก “ฐานการผลิตราคาถูก” ไปสู่ผู้นำด้าน “พลังการผลิตคุณภาพใหม่” (New Quality Productive Forces) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ค.ศ.2026-2030) มุ่งเน้นการผลิตที่ “ฉลาดที่สุด” และ “มีคุณภาพสูงที่สุด” แก้ปัญหาโครงสร้างประชากร และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกว่า 4-5 เท่า

โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาผสานกับหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างระบบที่มีทั้ง “สมอง” และ “ร่างกาย” สามารถตัดสินใจเองได้ มีความแม่นยำสูง และทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดด้านความเหนื่อยล้าเหมือนคน

พร้อมยกตัวอย่างความก้าวหน้าอุตสาหกรรมหนักและยานยนต์ ที่กลายเป็น “โรงงานอัจฉริยะ” ไปแล้ว เช่น โรงงานของ Xiaomi หรือรถยนต์ระดับพรีเมียม “หงฉี” (Hongqi) และกลุ่ม FAW ที่สามารถผลิตรถยนต์ 1 คัน เสร็จภายในเวลาเพียง 5-7 นาที ด้วยระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด

หรือท่าเรือขนส่งสินค้าหลายแห่งก็เปลี่ยนเป็น “ท่าเรืออัจฉริยะ” เช่นกัน โดยเฉพาะท่าเรือชิงเต่า ท่าเรือแห่งแรกของโลกที่ใช้ระบบไร้คนขับ 100% ควบคุมผ่าน 5G และ AI แบบเรียลไทม์ รวมถึงกลุ่มท่าเรือในกว่างซี อาทิ ท่าเรือชินโจว ที่กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงเส้นทางสายไหมใหม่ (BRI)

โดยท่าเรือชินโจวมีจุดเด่นที่ความเร็วในการบริหารจัดการ เช่น ซ่อมบำรุงเรือเทกองขนาดใหญ่ (เรือ Bulk) ในเวลาเพียง 15 วัน ประเทศอื่นอาจนาน 1-2 เดือน ช่วยลดค่าเสียโอกาสมูลค่ามหาศาลให้ผู้ประกอบการ หรือท่าเรือเป๋ยไห่ ที่มีระบบสายพานลำเลียงวัตถุดิบจากเรือเข้าสู่โรงงานโดยตรง ช่วยลดต้นทุนขนส่งที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มปริมาณการขนถ่ายได้สูงถึง 70,000 ตันต่อวัน

สำหรับไทย “นายณรงค์ศักดิ์” ย้ำว่า “อย่ากลัวโรงงานอัจฉริยะจีน” หากใช้ให้เป็น เพราะโรงงานเหล่านี้ ยังต้องการแรงงานทักษะสูงในการควบคุมระบบและวิเคราะห์ข้อมูล จึงต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันความต้องการของนักลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่ยังมีตำแหน่งงานว่างนับหมื่นตำแหน่ง

เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดดไปพร้อมกับนวัตกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน!!

ฟันนี่เอส

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ