
นายวิสูตร พันธวุฒิยานนท์ นายกสมาคมนายจ้างผู้ประกอบกิจการรับเหมาแรงงาน เปิดเผยว่า ภาคผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน หลังมาตรการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) สิ้นสุดลงเมื่อ 31 ธ.ค.2568 ทำให้อัตราหักภาษีกลับสู่ 3% ตามปกติ ในช่วงที่ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอียังต้องประคองสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง ข้อเสนอที่ภาคธุรกิจยื่นถึงกระทรวงการคลังคือ การพิจารณาขยายเวลามาตรการดังกล่าวอีก 1–2 ปี และคงอัตราหัก ณ ที่จ่ายไว้ที่ 1% เพื่อไม่ให้เงินทุนหมุนเวียนของกิจการถูกดึงออกไปล่วงหน้าเกินจำเป็นในจังหวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นายวิสูตรกล่าวว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราที่สูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินสดของกิจการ เงินที่ควรใช้หมุนเวียนเพื่อจ้างงาน ลงทุน หรือขยายบริการ ต้องถูกกันไว้เป็นภาษีล่วงหน้า หากลดภาระส่วนนี้ได้ ธุรกิจจะพึ่งพาแหล่งเงินกู้น้อยลง ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งในมุมของผู้ประกอบการ มาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการผ่อนแรงระยะสั้น แต่เป็นกลไกช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินต่อได้ เมื่อธุรกิจมีสภาพคล่อง การจับจ่าย การลงทุน และการจ้างงานจะขยับตาม และท้ายที่สุดรัฐจะได้ประโยชน์กลับมาในรูปการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่เพิ่มขึ้นตามการหมุนของระบบเศรษฐกิจ
พร้อมกันนี้ ภาคธุรกิจยังสะท้อนภาระต้นทุนอีกด้านจากการปรับฐานเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวแรงงานเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งซ้ำเติมความตึงตัวทางการเงินของผู้ประกอบการ
นายวิสูตรกล่าวว่า แม้ประเทศจะอยู่ในช่วงรอยต่อทางการเมือง แต่ปัญหาสภาพคล่องของภาคธุรกิจเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่ควรถูกพักไว้ เนื่องจากมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้สิ้นสุดลงแล้ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่หลายพรรคการเมืองต่างหยิบยกประเด็นการดูแลผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง สะท้อนว่าปัญหานี้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างและมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ
“หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งพิจารณาและดำเนินการต่อเนื่องได้ทันทีหลังการเลือกตั้ง จะช่วยลดความไม่แน่นอนในการวางแผนทางการเงินของภาคธุรกิจตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ผู้ประกอบการยังต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวัง ความล่าช้าในการตัดสินใจเชิงนโยบายอาจกระทบต่อการลงทุน การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในภาพรวม”
สำหรับ e-Withholding Tax เป็นระบบที่ให้ผู้จ่ายเงินโอนยอดพร้อมหักภาษีผ่านธนาคาร และส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้รับเงินได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) ในรูปแบบดิจิทัล ลดภาระเอกสารและขั้นตอนดำเนินการ