
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 วันที่ 8 ก.พ.นี้ ท่ามกลางกระแสต่อต้าน “การซื้อเสียง” ที่ร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของหลายๆสำนัก เชื่อว่าการซื้อเสียงยังไม่หมดไปจากประเทสไทย และเรตราคาของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจะสูงกว่าครั้งที่ผ่านๆมาอีกด้วย
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 วันที่ 8 ก.พ.นี้ ท่ามกลางกระแสต่อต้าน “การซื้อเสียง” ที่ร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของหลายๆสำนัก เชื่อว่าการซื้อเสียงยังไม่หมดไปจากประเทสไทย และเรตราคาของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจะสูงกว่าครั้งที่ผ่านๆมาอีกด้วย
เห็นได้จากการส่งข้อมูลของแบงก์ชาติไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในส่วนของการพบการเบิกเงินที่เข้าข่ายผิดปกติจำนวน 250 ล้านบาทที่พบว่า มีลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ 6 ราย ที่เบิกถอนเงินผิดปกติ ซึ่ง กกต.ได้รับไปสืบสวนสอบสวนต่อ ว่าจะเกี่ยวพันกับผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่
และหากสุดท้าย กกต.พบว่ามีมูล สามารถสาวได้ว่า มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงเลือกตั้ง และสาวถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้ การส่งข้อมูลครั้งนี้ของแบงก์ชาติ โดยการช่วยเหลือของธนาคารพาณิชย์ จะถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ในการเลือกตั้งของไทยที่จะมีระบบใหม่ที่เข้ามาเฝ้าระวังเส้นเงิน และพฤติกรรมการเงินที่น่าสงสัย
แต่หากสุดท้ายคดีพลิก เส้นเงินทั้ง 6 บัญชีนี้สะดุดสาวไปไม่ถึงใคร หรือกลายเป็นการเบิกเงินธรรมดาที่ไม่พิเศษใดๆ ผู้ว่าการ ธปท. “วิทัย รัตนากร” ยืนยันว่า “ไม่เป็นไร เพราะหากไม่คิดทำอะไร การเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้น”
ขณะที่ผลกระทบจากการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่า เม็ดเงินที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งเงินในระบบ และเงินนอกระบบที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่การหาเสียงเข้มข้นคึกคักกว่าในกรุงเทพฯ และช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกไม่ให้ลงลึก ลงหนักอย่างที่คาดไว้
แต่ช่วงเวลาที่น่าเป็นห่วงจะเป็นช่วงหลังเลือกตั้งไปแล้ว ไปจนถึงเวลาที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งคาดกันว่า อยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ.จนถึงสิ้นเดือน พ.ค. เพราะช่วงนี้จะเป็นสุญญากาศที่แทบจะไม่มีเม็ดเงินภาครัฐลงไปยังระบบเศรษฐกิจ และสถานการณ์อาจจะแย่ลงอีก หากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ล่าช้าออกไป
ส่วนเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว โอกาสของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร จากการส่งความเห็นของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึง กกต.เกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ ระบุว่า
“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ สร้างความเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ และมีข้อจำกัดที่จะทำได้จริง โดยเฉพาะเมื่อหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน ขณะที่บางนโยบายของบางพรรคการเมืองเขียนไว้เพียงหลักการและใช้วงเงินสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อความคุ้มค่า แต่ไม่ระบุวิธีการในการดำเนินการไว้อย่างเพียงพอ”
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “หากเราเลือกคนผิดเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นไม่ได้” วันที่ 8 ก.พ.นี้ คนไทยจึงควรเลือกพรรคการเมืองที่มี “นโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่หวือหวา ขายฝัน แต่ทำได้จริง” และที่สำคัญที่สุด ไม่ซื้อเสียง ไม่ถอนทุน ไม่คอร์รัปชัน” เพื่อให้มีนักการเมืองที่โปร่งใสมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยได้จริง.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม