
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ อุตสาหกรรมเหล็กโลกจึงเดินหน้าอย่างระมัดระวัง
นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สะท้อนภาพรวมว่า การบริโภคเหล็กทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1,750 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนชัดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่แข็งแรงนัก สำหรับปี 2569 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กโลกจะขยายตัวราว 1.3% สู่ระดับมากกว่า 1,770 ล้านตัน เป็นการฟื้นตัวในลักษณะ “ช้าแต่ยังไปต่อ” แม้ไม่หวือหวา แต่ก็ยังสะท้อนสัญญาณบวกว่าภาคอุตสาหกรรมหลักของโลกยังไม่หยุดนิ่ง
อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่โดดเด่นที่สุดของโลก โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ คาดว่าการบริโภคเหล็กในปี 2569 จะเติบโตในระดับ 3-4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในทิศทางบวกเช่นกัน แต่การเติบโตกลับตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากเหล็กราคาต่ำจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
นายนาวา มองว่า “การบริโภคเหล็ก” เป็นดัชนีที่สะท้อนกำลังเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง
เพราะเหล็กคือกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมสำคัญแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่อุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกจำนวนมาก ประเทศใดที่สามารถรักษาอุตสาหกรรมเหล็กไว้ได้ ย่อมหมายถึงการรักษาฐานอุตสาหกรรม การจ้างงาน และการหมุนเวียนของเม็ดเงินขนาดมหาศาลไว้ภายในประเทศ หากอุตสาหกรรมเหล็กอ่อนแอลง ผลกระทบจะลุกลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ในบริบทนี้ เอสเอสไอซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กลับสามารถสร้างผลงานสวนกระแสได้อย่างน่าสนใจ ในปี 2568 บริษัทสามารถเพิ่มปริมาณขายได้ถึง 17% สูงกว่าการเติบโตของความต้องการใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศซึ่งอยู่ที่เพียง 5.9%
อย่างไรก็ตาม ตลาดเหล็กไทยยังคงถูกครอบครองโดยเหล็กนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ แม้ญี่ปุ่นยังเป็นผู้ส่งออกรายหลัก แต่ปริมาณเริ่มลดลงตามการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าค่ายญี่ปุ่นในประเทศไทย ตรงกันข้ามกับจีนและเกาหลีใต้ที่เร่งส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออัลลอยด์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 52% และ 42% ตามลำดับ ซึ่งในหลายกรณีเข้าข่ายการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง
“นี่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทยทั้งระบบ หากปล่อยให้เหล็กราคาต่ำจากต่างประเทศไหลเข้ามาโดยไร้กลไกปกป้องเหมือนที่หลายประเทศใช้มาตรการอย่างเข้มข้น จะทำให้การใช้กำลังการผลิตของโรงงานในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ผลิตเหล็กต้นน้ำ แต่จะลุกลามไปถึงผู้แปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม แรงงานหลายแสนคน และทำให้เงินลงทุนไหลออกนอกประเทศ”
ตลอดระยะเวลา 31 ปีที่เอสเอสไอดำเนินธุรกิจ บริษัทได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกของประเทศในปี 2569
เอสเอสไอได้ยกระดับวิสัยทัศน์สู่การเป็น “บริษัทเหล็กแผ่นรีดร้อนชั้นนำที่เป็นที่เชื่อมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นที่ไว้วางใจด้านความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” พร้อมกำหนดพันธกิจสำคัญ 4 ด้าน ตั้งแต่การสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การสนับสนุนลูกค้าให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนด้วยห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว การพัฒนาตลาด บุคลากร และอุตสาหกรรมเหล็กสู่อนาคต ไปจนถึงการสร้างคุณค่าร่วมและความไว้วางใจอย่างยั่งยืนกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เอสเอสไอเร่งเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยในอนาคต และเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้ก้าวทันมาตรฐานโลกอย่างแท้จริง นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมจัดงาน SSI Green Supply Chain Forum ในเดือน ก.พ.นี้ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งซัพพลายเออร์ ลูกค้า และภาคโลจิสติกส์ ให้ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ
เอสเอสไอได้พิสูจน์แล้วว่าภาคเอกชนไทยสามารถพัฒนาแข่งขัน และปรับตัวสู่มาตรฐานโลกได้อย่างต่อเนื่อง แต่การปรับตัวของเอกชนเพียงลำพังไม่อาจเพียงพอ อุตสาหกรรมเหล็กคืออุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
“ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจน และกล้าใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมพื้นฐานอย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศไทยจะสูญเสียฐานการผลิต การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศคู่แข่งไปอย่างถาวรในอนาคต”.
เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม